"War...has already begun."
 
 
 
 
      มาคราวนี้เป็น Review ธรรมดาสักเอนทรีละกันฮะ หลังจากหนักหน่วงมากับบทความอนิเม 2 ซีรี่ย์ แต่อาจมีสปอยเพราะมีประเด็นบางอย่างในเรื่องที่ผมอยากพูดถึง เมื่อวันก่อนผมได้ไป Dawn of the Planet of the Apes มาและปรากฏว่ามันจ๊อดมากๆ! ก่อนไปผมดูภาค Rise เพื่อฟื้นความจำ จำได้ว่าครั้งแรกที่ดูผมเฉยๆนะ ถือว่าเป็นหนังที่สนุกดี แต่พอดูครั้งนี้กลับยิ่งชอบขึ้นเพราะชั่วโมงบินในการดูหนังสูงขึ้น ก็เลยอินกับปมประเด็นในเรื่องมากขึ้น (เมื่อก่อนเป็นพวกดูหนังเอามันส์ ระเบิดภูเขาเผ่ากระท่อม) ฟื้นความจำด้วย อินมากขึ้นด้วย เลยยิ่งส่งไม้ต่อให้ผมดู Dawn ได้อินขึ้น และเมื่อหนังเปิดฉากขึ้น มันก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังตั้งแต่วินาทีแรกเลย (แต่อารมณ์เสียนิดหน่อยตรงที่พอหนังฉายแล้วม่านมันหดมาเหลือแค่จอสี่เหลี่ยม ไม่ใช่จอใหญ่ๆกว้างๆ คงเป็นเพราะผมดูระบบดิจิตอลเลยได้แค่นั้น แต่ดูหนังโรงทั้งที ผมก็อยากดูจอกว้างๆเต็มสตรีมอะ)
 
      รีวิวนี้จะสปอยตามนะฮะ เพราะผมก็อยากจะพูดถึงบางฉากในตัวหนังอยู่ เรื่องยาวเล่าให้สั้น เหตุการณ์ต่อจากภาคที่แล้ว คือไวรัสที่หลุดออกมาจากห้องทดลองของ Gensys แพร่กระจายและฆ่ามนุษย์ไปจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิดความโกลาหล มนุษย์เริ่มฆ่าฟันกันเองเพื่อความอยู่รอด จนกระทั่ง 10 ปีต่อมา เหล่าวานรในภาคที่แล้วที่นำโดยซีซาร์ ได้ก่อตั้งอารยธรรมเล็กๆในป่าลึก และเผอิญว่าจุดที่ตั้งนั้นเป็นจุดเดียวกับที่มีเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ มนุษย์ที่ตอนนี้เหลือน้อย และกำลังหมดพลังงาน จึงต้องการเขื่อนที่อยู่ในเขตพวกลิงเพื่อความอยู่รอด ณ ตรงนี้เอง ความขัดแย้งระหว่างวานรและมนุษย์จึงเกิดขึ้น

 
 
(การเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างวานรและมนุษย์)
 
        หนังเรื่องนี้โดนผมหลายๆอย่างมาก สีภาพทำออกมาหม่น อึมครึม เข้ากับภาวะสงครามในเรื่องดีมาก และที่ผมบอกว่า Dawn ทำให้ประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกก็คือการพรีเซนต์ข่าวความโกลาหลของโลกในช่วงแรก ซึ่งปกติจะใช้ซาวนด์เพลงที่ฟังดูวุ่นวายและน่ากลัวเพื่อบรรยากาศกดดันคนดู แต่เรื่องนี้ใช้ซาวนด์เพียงเปียโนเหงาๆ ทำให้สื่ออารมณ์เป็นความสิ้นหวังของมนุษย์ ซึ่งจุดนี้กินใจผมมาก Soundtrack พอได้ฟังผมก็เดาไว้ในใจว่า จิแอชิโน่ป่าววะ? พอกลับบ้านมาค้นดูปรากฎว่าเป็นงานของจิแอชิโน่จริงๆด้วย! งานเพลงประกอบของคนนี้ถ้าได้ฟังงานของเขาในซีรี่ย์ Lost แล้วก็จะจับแนวดนตรีเขาได้ ทันทีที่ได้ยินก็รู้เลยว่าจิแอชิโน่ชัวร์ ที่ต้องชมอีกคืองาน CGI ของฉากและเหล่าวานรทั้งหลาย ที่เห็นในภาพนั้น CG หมดไม่มีลิงจริงเลยนะคับ แต่ทีมงานทำออกมาได้แบบเหมือนลิงของจริงมาเดินยิงปืนในฉากเลย งานฉากนี่ทำให้ผมนึกถึงฉากในเกมส์ The Last of Us นะ คือไม่ใช่คิดอะ เหมือนเลยแหละ (จริงๆมุขโลกล่มสลายเพราะไวรัสนี่มันก็เกมส์นี่ด้วยนี่หว่า แต่เปลี่ยนศัตรูจากพวกติดเชื้อเป็นวานรพูดได้แทน)
 
       ภาคนี้เป็นงานกำกับของ Matt Reeves ซึ่งผมเคยดูหนังของเขาแค่ Cloverfield เรื่องเดียว แต่ก็ชอบ งานดราม่าเขาโอเคดี มาเรื่องนี้ก็ยิ่งแสดงให้เห็นฝีของเขาอีกว่าทำหนังใหญ่ดราม่าหนักๆได้ ซึ่งงานนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับนักแสดงด้วย แต่ละคนทำหน้าที่ตัวเองได้ดีมาก Gary Oldman รายนี้ของตาย แกนักแสดงมือเทพอยู่แล้ว ฉากที่แกเห็นรูปครอบครัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีแล้วร้องไห้นี้ทำเอาผมจุกที่คอ คนที่รับบทเป็นมัลคอมที่ผมไม่รู้ชื่อ เป็นแกนหลักฝ่ายมนุษย์ ผมว่าเขาเล่นดีนะ ไม่มากแต่ก็ถือว่าโอเลย เคยเห็นหน้าอยู่หลายเรื่อง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่ดัง แต่สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคงไม่พ้นเหล่าวานร ซึ่งพวกตัวหลักจะใช้นักแสดงเล่นจริง แต่ใส่ชุด Motion Capture และไปใส่ CG ลิงอีกที ทำให้บุคลิกของเหล่าลิงออกมาแตกต่างกัน และพระเอกของเรื่องตัวจริงอย่างซีซาร์ ที่เล่นโดย Andy Serkis ซึ่งตานี่จะว่าเป็นเทพด้านการแสดงตัวละครที่เป็น CG ก็ได้ งานที่ทำแกดังด้านนี้ก็คือกอลลัมใน The Lord of the Ring และแกที่เล่นเป็นซีซาร์ในภาค Rise ได้สร้างซีซาร์ที่เป็นตัวละคร CG ให้ออกมามีบุคลิกที่โดดเด่น และมาภาคนี้ซีซาร์ แก่ขึ้น ฉลาดขึ้น และเท่โครตในฐานะผู้นำฝูงวานร แต่มุมที่ต้องใช้ความสามารถทางการแสดงมากกว่านั้นคือมุมอารมณ์ความรู้สึก และแอนดี้ก็แสดงออกมาได้ลุ่มลึกจนคนดูเข้าใจความรู้สึกของซีซาร์ที่ต้องแบกรับเรื่องต่างๆไว้ สิ่งนี้พิสูจน์ว่า Andy Serkis เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมของวงการ ตลกร้ายก็คือ การแสดงของเขา เราแทบไม่ได้เห็นหน้าตา หรือกระทั่งรูปร่างจริงๆของแอนดี้เลย
 
 
 
(Andy Serkis Motion Capture เป็น Ceasar)
 
        ในด้านเนื้อเรื่องไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะส่วนของดราม่าหรือส่วนของแอ๊คชั่น ทำออกมาได้ลงตัวและกลมกล่อม มีคำพูดโดนๆอยู่หลายฉาก แต่ที่ผมของซูฮกคือการลำดับเรื่องราวที่ออกมาพลิกผันจากที่เห็นในตัวอย่าง ทำให้ผมเดาไม่ถูกเลยว่าหนังจะเดินไปทางไหน และบทของเรื่องยังได้แทรกประเด็นเรื่องการเมืองไว้อีกด้วย จากเนื้อเรื่องด้านบนหรือก็คือที่เห็นในตัวอย่างหนัง มันโชว์ความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย โดยปกติแล้วเราจะคิดว่าต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก และอีกฝ่ายที่ผิด แต่ Dawn of the Planet of the Apes เล่าต่างออกไป อาจจะไม่ต่างมาก แต่เล่าได้ดี คือ มันไม่มีขาวหรือดำชัดเจนบนโลก ทุกคนล้วนแต่เป็นสีเทา ต่างฝ่ายต่างมีทั้งคนที่ดีและเลวในกลุ่มของตัวเอง และไอที่เราว่าเลวก็ไม่ได้เลวอย่างไร้เหตุผล แต่ชีวิตที่ผ่านมามันไม่เหมือนกัน มันเลยสอนเราคนละเรื่อง สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดในความขัดแย้งระหว่างซีซาร์และโคบา (จากนี้ไปจะสปอย ใครที่ยังไม่ดูก็ขอให้ปิดคอม และออกจากบ้านไปดูซะ 5555)

 
 
 
ซีซาร์ ผู้รับผิดชอบชีวิตของวานรทุกตัวในฐานะผู้นำ
 
 
โคบา ขุนพลหลักที่รังเกียจมนุษย์
 
        ถ้าใครจำภาคที่แล้วได้ โคบาเป็นลิงทดลองในห้องแล็ป ผ่านมีดและสารเคมีของมนุษย์มาหลายครั้ง มันจึงฝังใจในด้านความโหดร้ายของมนุษย์ ต่างจากซีซาร์ที่ถูกเลี้ยงมาจากความรักแบบพ่อของมนุษย์ ทั้งคู่จึงมีมุมมองต่อมนุษย์ที่แตกต่างกัน ซีซาร์ไม่ได้มองมนุษย์ว่าดีหรือเลวหมด แต่ปนๆกันไป เชื่อใจได้เฉพาะคนดี แต่โคบาที่แค้นฝังลึกมองมนุษย์ว่าเลวหมด ไม่ควรไว้ใจสักคน ปมนี้นำไปสู่ความขัดแย้งของทั้งคู่เมื่อเผ่าวานรต้องประจันหน้ากับมนุษย์ โคบาต้องการสงคราม แต่ซีซาร์ไม่อยากให้วานรตัวไหนต้องตาย เพราะมนุษย์มีปืน แค่หอกไม่มีทางเอาชนะได้ เพื่อรักษาชีวิตของเพื่อนร่วมสายพันธุ์ ซีซาร์จึงเลือกทางสันติ ยอมบ้าง แข็งบ้างกับมนุษย์ ซึ่งดูไปวิธีการของซีซาร์ก็เหมือนนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ อุดมการณ์ของซีซาร์คือ บ้านและครอบครัว ด้วยภาวะผู้นำ เขาจึงต้องคิดถึงอนาคตของทุกคนเป็นหลัก หลักการนี้มาจากเหตุการณ์ที่มนุษย์สู้กันเองตอนไวรัสระบาด จึงมีกฎประจำเผ่าที่ว่า "วานร ไม่ฆ่า วานรกันเอง" และตรงนี้ทำให้ซีซาร์คิดว่าเผ่าวานรนั้นเหนือกว่ามนุษย์ การฆ่ากันเองในเผ่าพันธุ์ไม่ว่าใครก็มองว่าเป็นเรื่องที่เลวร้าย และมนุษย์ที่ฆ่ากันเองเพื่อเอาตัวรอดทำให้ซีซาร์มองว่ามนุษย์นั้นต่ำกว่า แต่มันก็พลิกผันเมื่อเขาถูกโคบาทรยศด้วยการลอบสังหาร และใช้ประโยชน์จากการตายของเขาในการปลุกระดมวานรทั้งฝูงให้ทำสงครามกับมนุษย์

 
 
 
(เมื่อลิงปกครองมนุษย์)
 
        เหตุการณ์นี้ทำให้ซีซาร์เห็นว่าทั้งวานรและมนุษย์ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย ตรงนี้มันเน้นประเด็นหนึ่งออกมาที่ว่า ถ้าเกิดมีเผ่าพันธุ์อื่นที่ฉลาดเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ พวกเขาจะเป็นแบบไหน คำตอบก็คือพวกเขาก็มีปัญหาแบบเดียวเหมือนกับเรานี่แหละ สติปัญญาที่สูงส่งเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เผ่าพันธุ์นั้นๆคิดได้ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น ปัญหาเรื่องความขัดแย้ง การมีคนดีคนเลวในสังคมก็จะยังคงมีอยู่ เรื่องนี้หลายคนอาจเห็นประเด็นนี้ตอนที่ดูแล้ว แต่อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากคือตอนท้ายเรื่องที่ซีซาร์กลับมาทวงอำนาจคืนจากโคบา เมื่อสู้กันจนถึงตอนท้ายที่ซีซาร์เลือกได้ว่าจะไว้ชีวิตหรือฆ่าโคบา โคบาที่รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบยังเอ่ยกฎกับซีซาร์อีกว่า "วานรไม่ฆ่าวานรกันเอง" แต่สิ่งที่โคบาทำ ทั้งลอบสังหารซีซาร์ นำฝูงไปทำสงครามจนตายไปหลายตัว อีกทั้งยังจับขังคนที่ภักดีกับซีซาร์และฆ่าวานรตัวที่ไม่ทำตามคำสั่ง ทั้งหมดนี้ทำให้ซีซาร์ตอบโคบาสั้นๆว่า "โคบา...ไม่ใช่วานร" และปล่อยให้โคบาตาย
 
       ประโยคเดียวของซีซาร์ทำผมร้องเฮ้ย! เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเหล่าวานรในเรื่องฉลาดจนถึงขั้นนิยามตัวตนของเผ่าพันธุ์ตัวเองแล้ว มนุษย์เราเองถ้าจำกัดนิยามกันแค่ชีวภาพทางร่างกายก็ยังถือว่าเป็นมนุษย์เหมือนกันหมด แต่เมื่ออยู่ด้วยกันเป็นสังคม เรามีการจำกัดความที่ลึกซึ้งกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก นั้นคือตัวตนภายใน การถูกฆ่าตายเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับทุกคน ถ้ามีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่คนมาฆ่าอย่างสัตว์ร้าย เราจะไม่รู้สึกผิดใดๆเมื่อเราฆ่ามันบ้างเพื่อกำจัดภัยคุกคาม แต่ถ้าเป็นคนด้วยกันเองมันจะกลายเป็นเรื่องลำบาก และทางออกของมนุษย์คือ การนิยามคนที่ฆ่าคนด้วยกันว่าไม่ใช่คน จะด้วยชื่อที่เรามักคุ้นหูอย่าง ปีศาจ ฆาตกร พวกวิปลาศ การไม่ถือคนที่ฆ่าคนด้วยกันเป็นพวกเดียวกันมันก็มีหลายสาเหตุ ทั้งเพื่อการจำกัดกรอบความเป็นสิ่งที่เราเป็น (ในที่นี้คือมนุษย์) คำนิยามที่เป็นกฎในสังคม และเพื่อที่เวลาเราประหารมนุษย์ด้วยกันเราจะได้ไม่รู้สึกผิด เพราะเราไม่ได้ฆ่าคน เราฆ่าอย่างอื่นที่มันฆ่าพวกเดียวกันกับเรา และนี่คือสิ่งที่ซีซาร์ทำ
 
        มีอีกประโยคหนึ่งของซีซาร์ที่โดนใจผมอีกคือเมื่อซีซาร์สอนลูกชายเขาว่า "วานร เลือกกิ่งที่ใหญ่และแข็งแกร่งเสมอ" ตรงนี้ก็มีเรื่องการปกครองเข้ามาเกี่ยวเช่นกัน ถ้ามองดูซีซาร์ก็เหมือนราชาผู้ทรงธรรม โคบาก็เหมือนจอมเผด็จการบ้าอำนาจ ถึงแม้พวกวานรที่เป็นประชาราษฎจะตามซีซาร์เพราะใจรัก แต่พอกิ่งไม้หลักหายไปก็ยอมก้มหัวให้โคบาเพราะความกลัว มนุษย์เองก็เป็นเช่นนั้นหรือไม่ ?   

 
 
(ลิงถือปืนโหดมาก)
 
     ฉากที่ผมชอบมากอีกฉากคือฉากจบ ที่ซีซาร์ชนะการต่อสู้และกลับมากุมอำนาจอีกครั้ง แต่กองทัพที่ได้รับสัญญาณของความช่วยเหลือได้เดินทางลงมาเพื่อจัดการกับกลุ่มวานร สงครามกำลังจะเริ่ม มัลคอมที่เป็นมนุษย์ที่รู้เรื่องภายในของพวกวานรบอกให้ซีซาร์พาทุกตัวหนีไป แต่ซีซาร์พูดตอบกลับมัลคอมด้วยประโยคหนึ่งว่า
 
"เสียใจด้วย แต่สงครามเริ่มต้นไปแล้ว วานรเป็นผู้ก่อ และมนุษย์จะไม่ให้อภัย"
 
       มันเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของซีซาร์จริงๆ ถึงแม้โคบาจะเป็นคนก่อสงคราม แต่นั่นคือการแสดงตัวว่าวานรกลุ่มนี้สามารถเป็นภัยคุกคามให้กับมนุษยชาติ และมีหรือมนุษย์จะอยู่เฉย ไม่ว่าซีซาร์เลือกที่จะหนีหรือไม่ สงครามย่อมเกิดขึ้นไม่ว่าเขาจะอยากหรือไม่ก็ตาม ซีซาร์จึงเลือกที่จะปักหลักสู้ และบอกให้มัลคอมกับครอบครัวหนีเพื่อที่จะได้ไม่โดนลูกหลง ช็อตที่มันกระตุกสมองผม คือตอนที่มัลคอมเดินหายเข้าไปในอุโมงค์และซีซาร์เดินออกไปหาฝูงด้านนอก มันเป็นสัญญะถึงวันที่มนุษย์คือผู้ที่หายเข้าไปในเงามืด และเหล่าวานรคือผู้ที่รอรับรุ่งอรุณของวันใหม่ ตามชื่อของเรื่อง นั่นคือ Dawn of the Planet of the Apes
 
 
 
 
 
        จากทั้งหมดที่กล่าวมา โดยรวมก็คือฟินทันทีที่เดินออกจากโรงเลยฮะ เป็นหนังที่ประทับใจมากในทุกๆด้าน ผมยกให้เรื่องนี้เท่ากับ X - Men : Days of Future Past เลย แต่ผมคงยังไม่ยกให้เป็นที่สุดของปีนี้เพราะยังมี Interstellar หนังของไอดอลแอด L คริส โนแลนนั่นเอง ต้องมารอลุ้นกันว่าเรื่องไหนจะเจ๋งกว่ากัน แต่ยังไงซะ หนังลิงถือปืนเรื่องนี้ผมก็ยกให้เป็นหนังที่ดีอีกเรื่อง และควรค่าที่จะเสียเงินไปดูในโรงนะคับ
 
 
 
 
L . F E A R E

Comment

Comment:

Tweet

ถามจิงๆโุอย่างไงคับ ผมดูไม่ได้เลย wink tongue angry smile

#3 By (49.49.28.212|49.49.28.212) on 2015-01-04 11:59

ดูอย่างไงว่ะสัสแม่งดูก็ดูไม่ได้

#2 By (49.49.28.212|49.49.28.212) on 2015-01-04 11:58

หนังเรื่องนี้ถือเป็น surprise ของปีเพราะจากเนื้อหาที่น่าจะตายไปแล้วสำหรับคนดูหนังรุ่มใหม่ ไม่มีตัวละครที่พิลึกโลกแบบทรานฟอร์เมอร์ ทั้งหมดคือฝีมือของการกำกับที่ "ตรึง" คนดูเอาไว้ได้ตลอด 2 ชั่วโมง อีกเรื่องที่ surprise คือ The Guardians of galaxy ที่ทำให้ได้ดูหนังที่สนุกสุดๆอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้ดูในยุคสมัยนี้

#1 By (124.120.151.77|124.120.151.77) on 2014-08-23 17:11