Pharaoh Olympus - II

posted on 27 Oct 2013 16:19 by philosophia in OTHER directory Fiction, Idea

 

ค.ศ.3013

     รอนเบื่อกับการอ่านหนังสือ จึงเปลี่ยนมาดูหนัง แต่ก็เบื่อหนังอีก เพราะเป็นหนังที่บอกว่าปี 3050 โลกจะแตก ให้มันจริงเหอะ เขาเคยดูหนังโลกแตกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เริ่มเบื่อกับหนังพวกนี้แล้ว รอนจึงเริ่มยืน แล้วออกไปเดินยืดเส้น ยืดสายเล็กน้อย จนเห็นผู้หญิงที่สวยมากๆอยู่ตรงที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนถึงชั้นธุรกิจ รอนจำได้ว่าเธอน่าจะเป็นคนๆเดียวกับที่เขาเคยเห็นที่ร้านกาแฟแถวๆสนามบินที่อ่างทอง เธอสวยราวภาพวาด บุคลิกของเธอดูมีเสน่ห์อย่างมาก จนรอนไม่อยากจะละสายตาไปจากเธอเลย

     ไม่นานนัก รอนรู้สึกว่าเขาจะต้องกลับไปนั่งที่ได้แล้ว เพราะแอร์เริ่มเหล่แล้ว แอร์คงกลัวว่าการที่เขาไปจ้องมองหญิงสาวคนนั้นจะทำให้ดูเหมือนเป็นการรบกวนลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว รอนจึงเดินกลับไปที่นั่ง  กะว่าจะเอาตำนานมหาเทพอินเดียมาอ่านอีก แต่กลับหาไม่เจอแล้ว มันหายไปไหนก็ไม่รู้ จะทำยังไงดีเนี่ย รอนหัวฟัดหัวเหวี่ยง เขาคิดในใจว่า เดี๋ยวก่อนจะลงจากเครื่องต้องนำไปคืนแอร์ด้วยสิ โอย ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าปวดหัวจริงๆ  ขณะที่เขากำลังหงุดหงิดอยู่นั้น ก็มีเสียงของชายหนุ่มที่นั่งอีกฝั่งแต่เป็นแถวเดียวกันพูดขึ้น 

        "นี่หนังสือของนายเหรอ" 

     รอนมองหน้าปกหนังสือ

        "ใช่แล้ว"

        "เห็นมันตกตรงพื้น เราเลยเก็บไว้ก่อน"

     ชายหนุ่มยื่นหนังสือให้กับรอน

        "ขอบคุณมาก"

     รอนกล่าวขอบคุณชายหนุ่มคนนั้น ก่อนที่รอนจะหันกลับ ชายหนุ่มคนนั้นกลับพูดว่า

        "นายคือรอนใช่ไหม"

     รอนตกใจมากกับการที่ชายหนุ่มทักเขา

        "นายเป็นใคร รู้จักชื่อเราได้ยังไง"

     ชายหนุ่มชี้ไปที่หนังสือตำนานมหาเทพฯ

        "สมัยนี้คนสนใจหนังสือแบบนี้หาได้น้อยมาก"

     รอนยังฟังเขานิ่ง ไม่ยอมพูดอะไร ชายหนุ่มพูดต่อว่า

        "อีกอย่างที่แน่ใจว่านายคือรอน เพราะเราเองก็เป็นคนที่ปีเตอร์นัดไว้เหมือนกัน"

     รอนทำหน้างงๆก่อนจะพูดว่า

        "นายคือพอลใช่ไหม ปีเตอร์เคยเล่าให้เราฟังเรื่องนาย"

     ชายหนุ่มยิ้ม

        "ใช่ เราคือพอล ปีเตอร์ก็เล่าเรื่องนายให้เราฟังเยอะเหมือนกัน ไม่น่าเป็นไปได้ที่เราจะเจอกันบนเครื่องบินลำนี้"

     รอนยิ้มก่อนจะพูดว่า

        "ใช่ ไม่น่าเป็นไปได้เลย"

.

.

.

.

.

.

200 ล้านปีก่อนคริสตกาล

     พระรุทระกำลังอยู่ในสเฟียร์ของพระองค์ พระองค์ยังไม่มีเทพบริวารเหมือนกับพระอินทร์ แต่พระองค์ก็พอใจกับสิ่งที่พระองค์เป็น พระองค์เป็นเทพมาได้สักพัก โดยส่วนตัวพระองค์ก็รู้หน้าที่ของพระองค์ดี แต่ก็ยังมีเรื่องที่พระองค์สงสัยอีกหลายประการเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของจักรวาล ก็อย่างที่พระอินทร์บอก จักรวาลใหม่เป็นจักรวาลที่ 97 ที่ผ่านมามีจักรวาลตั้ง 96 จักรวาลแล้วเหรอ เรามีพื้นที่ใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอที่จะมารองรับอะไรบางอย่างที่มันใหญ่โตถึงเพียงนี้ พระรุทระคิดว่าสักวันพระองค์จะต้องรู้ให้ได้ถึงความลับของจักรวาลทุกจักรวาลว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ พระอินทร์ได้ปรากฏกายมาที่สเฟียร์ของพระรุทระ

        "อ่า ท่านพระอินทร์ ทำไมท่านถึงมาหาข้าในวันนี้ได้"

     พระอินทร์มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก

        "พระสาวิตรีเชิญท่านและข้าไปที่สเฟียร์ของพระองค์ เดี๋ยวนี้เลย"

     ถึงแม้พระรุทระจะงงๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พระองค์ก็ยินดีที่จะไปพร้อมกับพระอินทร์ พอถึงสเฟียร์ของพระสาวิตรี พระรุทระและพระอินทร์พบว่าพระสาวิตรีได้ทรงสนทนาอยู่กับเทียนกงและเทพนุน

        "มีเรื่องใดกันหรือท่าน"

     พระอินทร์ได้ถามพระสาวิตรี พระนางทรงตอบว่า

        "ในดาวเคราะห์โลกที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ตอนนี้กำลังประสบปัญหาหนัก เพราะมีสัตว์ใหญ่ที่เทพพยากรณ์เรียกว่าไดโนเสาร์กำลังแพร่ขยายพันธ์ไปทั่วโลก"

     เทียนกงได้พูดเสริมว่า

        "ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ มันจะไปยับยั้งพัฒนาการของมนุษย์ มนุษย์อาจจะไม่สามารถตั้งรกรากที่นี่ได้"

     พระอินทร์ทรงตั้งคำถาม

        "มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง มันไม่น่าเกิดขึ้นได้เลย"

     เทียนกงให้ความเห็นว่า

        "ก่อนจะหาสาเหตุ เราต้องหาทางแก้ไขก่อน เดี๋ยวจะไม่ทันการ"

     พระรุทระเสนอแนวคิดบ้าง

        "แสดงว่าเราต้องกำจัดไดโนเสาร์ให้สูญสิ้นก่อนที่จะเกิดเรื่องบานปลาย"

     สีหน้าของพระสาวิตรีดูหมองเศร้า

        "จริงๆก็คงต้องทำเช่นนั้น เพียงแต่ข้าไม่อยากทำลายสิ่งใดเลย"

     เทียนกงทรงพูดปลอบองค์สาวิตรี

        "พระนางอย่าทรงคิดมาก เมื่อมีเหตุเราก็ต้องแก้ให้ควรแก่เหตุ"

     พระอินทร์พูดว่า

        "ตกลงเราต้องกำจัดไดโนเสาร์ให้ราบคาบ แต่ใครควรจะต้องทำหน้าที่นี้"

     มีเสียงดังมาแต่ไกล

        "ข้าคิดว่าซุสเหมาะที่สุดแล้ว"

     พระรุทระทรงหันตามเสียงนั้นไป ทรงเห็นพระวิษณุเข้ามาในห้องด้านใน เทพหนุ่มรูปงามได้กล่าวต่ออีกครั้ง

        "ซุสเหมาะในแง่ที่ว่า เขามีสเฟียร์ที่ลงหลักปักฐานในดาวนั้นชื่อว่าเขาโอลิมปุส เขาอยู่ที่นั่นก็ต้องช่วยรักษาที่นั่น"

     เทียนกงเอ่ยขึ้นบ้าง

        "เขาน่าจะเหมาะที่สุด เพราะเขามีพลังทำลายล้างที่เหลือเฟือ อีกอย่างเขาเป็นหนึ่งในสามสิบเทพที่ช่วยสร้างจักรวาลนี้ตามคำแนะนำของพระมหาปชาบดีและเทพพยากรณ์ เพราะฉะนั้นเป็นเขาน่าจะเหมาะที่สุด"

     พระอินทร์เสนอความเห็นบ้าง

        "แต่เขาจะยอมทำหรือ เขาหยิ่งทะนงในตัวเองมาก และไม่น่าจะมีใครไปบังคับเขาได้"

        "เราคงต้องส่งเทพไปหว่านล้อมเขา"

     พระสาวิตรีทรงออกความเห็น พระอินทร์กล่าวว่า

        "ใครกันที่เหมาะจะทำหน้าที่นี้"

     พระวิษณุให้ความเห็นว่า

        "น่าจะเป็นท่านนะพระรุทระ"

     พระรุทระตกใจมาก

        "ซุสจะฟังข้าเหรอ ข้าไม่มีบารมีมากขนาดนั้น"

     มีเสียงอีกเสียงดังมาจากด้านหลัง

        "บัดนี้บารมีของท่านแก่กล้ามากขึ้นแล้ว ท่านควรได้รับนามใหม่ว่าพระศิวะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

     เสียงนั้นคือเสียงของพระพรหม

.

.

.

.

.

.

ค.ศ.3013

     รอนกับพอลพูดคุยทำความรู้จักกัน จนทำให้เขาสองคนรู้รายละเอียดของกันและกันมากขึ้น ทั้งสองต่างเป็นเพื่อนสนิทของปีเตอร์และต่างรู้จักกับปีเตอร์ผ่านอินเตอร์เน็ต รอนรู้ว่าพอลจบปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์หลายสาขา ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะพอลอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา พอลอาศัยอยู่ทางใต้ของสวีเดน แต่บรรพบุรุษของเขาก็เป็นคนไทย พอลสนใจนครวัดมาก เขาจึงเดินทางมาที่เขมรหลายครั้ง พอลเพิ่งออกจากเสียมเรียบได้ไม่นาน ก็ตรงมาที่อ่างทองทันที พอลบอกรอนว่าตอนเห็นสนามบินที่อ่างทองครั้งแรก เขาตกใจมากเพราะมันยิ่งใหญ่มาก และนึกไม่ถึงว่าคนไทยจะมีความสามารถขนาดนี้ พอลรู้สึกดีมาก เพราะเขาเองก็คิดว่าตัวเองเป็นคนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน

        "ประเทศไทยผ่านอะไรมาเยอะก่อนจะมาถึงปี 3013 ได้"

     รอนพูด พอลถามว่าถ้าเป็น พ.ศ.นี้มันน่าจะประมาณปีที่เท่าไหร่นะ

        "ง่ายมาก ก็บวก 543 ก็จะตรงกับปี พ.ศ. 3556"

     รอนตอบ พอลทำหน้าเศร้าๆ รอนจึงถามว่า

        "นายเป็นอะไร ทำไมดูเศร้าๆ"

        "อืม อีกแค่ประมาณไม่ถึง 1,500 ปี ศาสนาพุทธก็จะสูญไปจากโลกแล้ว"

     พอลตอบ รอนพูดอย่างสงสัย

        "เห็นนายจบ ป.เอก ทางด้านวิทยาศาสตร์ นึกไม่ถึงว่านายจะสนใจศาสนาด้วย"

     พอลตอบมาจากค