Pharaoh Olympus - I

posted on 17 Aug 2013 21:29 by philosophia in OTHER directory Fiction, Idea

 

"ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง มีจุดประสงค์อะไร

และทุกอย่างจะไปจบลง ณ ที่ใด?"


   กลับมาแล้ว!หลังจากทิ้งบล็อกไปนานแสนนานเนื่องจากติดภารกิจมากมาย มาคราวนี้มีนิยายเรื่องหนึ่งมาให้ได้อ่านกัน เป็นของเพื่อนในกลุ่มที่ทำบล็อกด้วยกันนี่แหละ ซึ่งหลังจากที่ได้อ่านแล้วก็ต้องร้อง 'เฮ้ย! เก๋ดีอะ!' ปกติก็เป็นพวกชอบแนวไซไฟสร้างโลก เคยศึกษาตำนานกรีกกับเทพเจ้าอียิปต์อยู่พอสมควร เพราะตอนนั้นบ้าเรื่องเทพเจ้า เจอเรื่องนี้เข้าไปมันใช่เลย มีตำนานเทพเจ้าของอินเดียด้วย ซึ่งผู้อัพก็จะพยายามอัพให้ทันกับต้นฉบับที่เจ้าตัวส่งมานะครับ

   เนื้อเรื่องกล่าวถึงประเทศไทยในอีกพันปีข้างหน้าที่หลายๆอย่างเปลี่ยนไป และได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดคำถามขึ้นมาเป็นคำถามที่ใหญ่มากๆ ว่าทุกอย่างมีจุดประสงค์เพื่อสิ่งใด? และเนื้อเรื่องก็พาเราย้อนกลับไป นานแสนนานก่อนที่จะมีจักรวาลของพวกเรา ณ ตอนนั้นเหล่าเทพเจ้าในตำนานได้รวมตัวกันเพื่อทำอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่ทำให้มีทุกอย่างในวันนี้ ว่าแล้วก็เชิญทุกท่านเข้าสู่เรื่องราวของตำนาน...ที่วันหนึ่งพวกเราเคยยกย่องให้เป็นความจริงอันสูงสุดอย่างไร้ข้อกังขา   


 

 

 

ฟาโรห์ โอลิมปุส : ตอนที่ 1 


 

ค.ศ. 3013

   ประเทศไทยกำลังหาทางออกกับปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ต่างจากประเทศอื่น แต่เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ยังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข เพียงแต่ว่าหลายคนคงไม่คิดว่าเทคโนโลยีจะเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิตอีกแล้ว หลังจากย้ายเมืองหลวงมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้หลายปีแล้วเนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯหลายส่วนมีน้ำท่วมถาวร

   การสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ก็ถือว่าหนักเอาการ หลายคนตกใจที่ประเทศของเรามีพื้นที่ลดลงไปเรื่อยๆ การเมืองการปกครองก็ยังไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อยสนามบินนวัตกรรมใหม่ที่อ่างทองก็ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางของดินแดนแถบนี้ได้ แต่คำถามเกี่ยวกับชีวิตและจักรวาลกลับอุบัติขึ้นในใจของคนส่วนใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

    หลายปีก่อนหน้านั้น รัฐบาลตัดสินใจลำบากมากในการสร้างเมืองหลวงใหม่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลายคนเสียใจที่เขื่อนตรงอ่าวไทยไม่สามารถยังยั้งการที่น้ำไหลทะลักเข้ากรุงเทพฯเป็นการถาวรได้ รัฐบาลต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการจัดการพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งเขตพื้นที่เมืองเก่ากับเมืองใหญ่อย่างเด็ดขาด และต้องใช้เทคโนโลยีหลายแขนงเพื่อสร้างเมืองหลวงใหม่ให้มีความปลอดภัยและสามารถจะเป็นที่อยู่ที่อาศัยของประชาชนได้ หลายคนเศร้าใจกับการต้องทุบโบราณสถานในบางแห่งเพื่อเปิดช่องทางให้กับเมืองใหม่ 

   รอน เป็นพลเมืองของเมืองใหม่แห่งนี้ วันนี้เป็นวันสำคัญของเขา ขณะนั้นเขาอายุเพียง 23 ปี แต่สำเร็จ การศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว เขากำลังเดินทางไปยังสนามบินที่อ่างทองเพื่อที่จะบินไปยังประเทศอังกฤษ ปีเตอร์รอเขาอยู่ที่นั่น พร้อมกับภารกิจสำคัญที่พวกเขาจะต้องทำร่วมกัน จุดหมายปลายทางจริงๆของรอนคือ สโตนเฮนจ์ กองหินประหลาดที่มีอายุหลายพันปี ถึงแม้ยังไม่มีใครฟันธงว่าผู้สร้างสโตนเฮนจ์สร้างมันขึ้นมาทำไม แต่ปีเตอร์อ้างว่าเขารู้ และต้องการให้รอนมีส่วนกับภารกิจนี้ด้วย เพราะเขาคือคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ถือเป็น 1 ในสามคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ และสามคนนั้น ก็บังเอิญที่จะต้อง มาขึ้น เครื่องบินลำเดียวกันที่อ่างทองโดยมิได้นัดหมาย

   เมื่อรอนได้เหยียบย่างมาที่สนามบินที่อ่างทองแล้ว เขาได้แต่ตื่นตะลึงในความโอฬารตระการตา รัฐบาลยังฉลาดในการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยสถาปัตยกรรมอันเลิศหรู และพยายามปกปิดปัญหาร้อยแปดของความแออัดยัดเยียดของประชากรเพื่อไม่ให้คนต่างชาติรับรู้ โชคดีอย่างหนึ่งที่ตอนน้ำเริ่มทะลักเข้ากรุงเทพฯอย่างถาวร คนส่วนใหญ่ของที่นั่นไม่ได้หลั่งไหลมายังเมืองใหม่ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางส่วนเลือกที่จะกลับภูมิลำเนาของตน และบางส่วนก็ยังยืนยันที่จะอยู่ในกรุงเทพฯ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาทเพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่สำคัญที่จมน้ำ แต่บางที่ก็ไม่อาจป้องกันได้ ส่วนสถานที่ๆไม่สำคัญก็ต้องปล่อยให้น้ำเข้าไปตามระเบียบ

   คนกรุงเทพฯบางคนยังอยากอยู่ที่นั่น โดยเฉพาะพวกแม่นประวัติศาสตร์ เพราะเขาคิดว่านี่แหละคือกรุงเทพฯของจริง กรุงเทพฯที่เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองเหมือนครั้งอดีต การสัญจรทางน้ำจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแยกอีกต่อไป การที่น้ำทะลักเข้ากรุงเทพฯได้นั้น มีข่าวลือหนาหูว่าการสร้างเขื่อนตรงอ่าวไทยไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาใหญ่คือการคอรัปชั่นที่ชาวเมืองคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี 

   หลังจากเช็คอินที่เครื่องอัตโนมัติแล้ว รอนก็มานั่งกินกาแฟที่ร้านใกล้ๆประตูทางเข้าเพื่อที่จะเดินไปขึ้นเครื่อง เวลาเดินทางแบบนี้เขามักจะหาอะไรมาอ่านเป็นประจำ ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าหน้ามากแค่ไหน แต่รอนคงยังชอบหนังสืออยู่ เขาติดหนังสือมาสองสามเล่ม เล่มโปรดของเขาเกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น สมัยนี้ก็พังไปหลายที่แล้ว รอนสนใจศึกษาเรื่องพวกนี้มาก สิ่งที่เขาอยากรู้มาทั้งชีวิตคือการกำเนิดของจักรวาลและสรรพสิ่ง เขาอยากรู้ว่ามันมีเป้าหมายหรือไม่ ถ้ามีเป้าหมาย จุดจบของสิ่งเหล่านี้มันคืออะไร ขณะที่กำลังคิดวนเวียนในหัวนั้น เขาก็พลันเห็นหญิงสาวสวยที่งามราวกับเทพธิดา หญิงสาวคนนั้นไว้ผมรวบตึง หน้าตาคล้ายๆฝรั่งผสมจีน ก็ไม่น่าแปลกอะไร เพราะเดี๋ยวนี้ผู้หญิงไทยมีหน้าตาแบบนี้กันมาก รอนจ้องมองผู้หญิงคนนั้นอย่างลืมตัว น่าแปลกที่เมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้น เขาก็นึกถึงจักรวาลอันไกลโพ้น


 

 

.

.

.

.

42,587 ล้านปีก่อนคริสตกาล

    เป็นช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง พระอินทร์กำลังประทับอยู่ในสเฟียร์ของพระองค์พร้อมเทพบริวาร พระองค์กำลังรอพระรุทระที่กำลังจะมา สเฟียร์เป็นที่อยู่ของเทพ จะใหญ่โตแค่ไหนขึ้นกับบารมีของเทพแต่ละองค์ สเฟียร์จะเป็นที่อยู่ที่มีลักษณะใสๆ จะมีรูปร่างยังไงก็ได้ตามบารมีและการเพ่งจิตของแต่ละเทพ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสเฟียร์จะไม่ได้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง จะสามารถเคลื่อนที่ได้ และจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ได้ เพียงแต่เทพก็จะมีสัดส่วนตามที่สเฟียร์ขยายตัวไป 

     ไม่นานนักพระรุทระได้มาปรากฏตัวในสเฟียร์ของพระอินทร์  เมื่อพบพระอินทร์พระรุทระจึงถามว่า 

        "มีอะไรหรือท่าน จึงได้ส่งจิตไปหาเรา" 

     พระอินทร์นิ่งสักครู่ก่อนจะตอบว่า 

        "ความฝันของท่านจะกำลังเป็นจริงแล้ว" 

     สีหน้าของพระรุทระตื่นเต้นมาก 

        "จะมีการสร้างจักรวาลใหม่ในเร็วๆนี้" 

     พระอินทร์ตอบว่า                      

        "ใช่แล้ว อีกไม่นานนี้" 

     พระรุทระสงสัย

        "แล้วเป็นความประสงค์ของใครเหรอท่าน"

        "พระมหาปชาบดี"

     พระอินทร์ตอบอย่างสุขุม แต่ยิ่งทำให้พระรุทระสงสัยหนักขึ้น

        "พระมหาปชาบดีนี้เป็นเทพองค์ใดหรือท่าน"

     พระอินทร์ตอบข้อสงสัยของพระรุทระ

        "พวกเราไม่มีวันจะได้เจอท่านง่ายๆหรอก แต่ต่อไปท่านอาจจะเจอก็ได้พระรุทระ"

     พระรุทระยังไม่หายสงสัยในคำพูดของพระอินทร์ แต่เขาอยากถามเรื่องที่อยากรู้แล้ว