สำหรับหนังเรื่อง15ค่ำเดือน11 ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อเรื่องนี้มาก่อนเป็นแน่ และที่จะขาดไม่ได้สำหรับประโยคฮิตติดปากในช่วงนั้น "เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ" นี่คงเป็นประโยคที่ทำใหคุณจำภาพของหนังเรื่องนี้ได้
 
 
 
 

       ตอนนี้เราจะยังไม่พูดถึงเนื้อเรื่อง แต่เราจะมาพูดถึงโลกของความเป็นจริงว่าทุกๆวันเพ็ญ 15 ค่ำเดือน 11 ชาวบ้านในแถบอีสานจะมีความเชื่อว่าวันนี้ของทุกปีจะเป็นวันที่พวกเขาจะได้เห็นพญานาคโผล่ขึ้นมาเหนือแม่น้ำโขง นี่เป็นเรื่องที่พวกคุณคงเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้กันมาบ้าง

     คราวนี้เรามาดูชื่อตัวละครกันบ้างมีชื่อหนึ่งที่พูดเขียนลองกลับคำเล่นๆดูแต่การเล่นๆครั้งนี้ทำให้เห็นว่ามีจุดน่าสนใจมากๆคือตัวละครหลักของเรื่อง คือ พระเอก ชื่อ คาน แล้วคุณลองกลับคำของชื่อพระเอกดู คุณจะพบว่ามันจะกลายเป็นคำว่า "นาค" ซึ่งมันเท่ากลับเป็นสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อถึงเรื่อง พญานาค รึเปล่า? อันนี้ผู้เขียนแค่คิดในมุมมองของตนเองแต่อยากให้คนที่ได้อ่านบทความนี้อ่านแล้วลองคิดถึงความเป็นไปได้ในสิ่งที่ผู้เขียนเห็น
 
              มาพูดเข้าถึงหนังเรื่องนี้กันดีกว่า 'บั้งไฟพญานาค' เป็นงานบุญทางพุทธศาสนาที่มีตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่พุทธกาลว่า แต่เดิม 'พญานาค' ที่อาศัยอยู่ในเมืองบาดาลนั้นมีนิสัยดุร้าย และเมื่อพุทธองค์ทรงลงมาโปรดสัตว์ที่เมืองบาดาล พญานาคก็เกิดความเลื่อมใสในธรรมจึงปรารถนาที่จะออกบวช แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากเป็นสัตว์จึงไม่สามารถบวชได้ พญานาคจึงขอปวารณาตัวเป็น 'พุทธมามกะ' แทน
 
            ตามตำนานยังกล่าวต่อไป อีกว่าหลังจากที่พุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้ว พระองค์ทรงเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 โดยมีเหล่าเทพเทวาต่างทำบันไดแก้ว บันไดเงิน บันไดทอง ถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนมนุษย์เราก็ทำบุญตักบาตรกราบไหว้บูชา หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ 'ตักบาตรเทโว' นั่นเอง
 
 
 
ภาพตอนพระองค์เสด็จลงจากสวรรค์ด้วยบันไดแก้ว เงิน และทอง
 
 
     ครั้นรู้ถึงหูของพญานาค ณ เมืองบาดาล ท่านจึงได้สั่งให้ชาวบาดาลจัดทำ 'บั้งไฟพญานาค' เพื่อจุดเฉลิมฉลองเป็นพุทธบูชาเช่นกันจนเป็นที่มาของประเพณีบุญบั้งไฟพญานาคในทุกวันนี้

 

 
   ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็น 'ตำนาน' เรื่องบั้งไฟพญานาคที่ชาวริมโขงโดยเฉพาะจังหวัดหนองคายนั้นยึดมั่นเป็น ประเพณีงานบุญสืบทอดกันมาช้านานแล้ว ว่ากันว่าบั้งไฟพญานาคนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า 'บั้งไฟผี' ด้วยเหตุที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายที่ชัดเจนได้ว่ามาจากอะไรกันแน่

   โดยเจ้าปรากฏการณ์ประหลาดที่ลูกไฟสีชมพู ไม่มีทั้งกลิ่น ควัน หรือแม้แต่เสียง พุ่งขึ้นเหนือลำน้ำโขงนั้น ได้กลายเป็นที่โจษขานของชาวบ้านและก่อให้เกิด 'ศรัทธา' ต่อสัตว์ในตำนานอย่าง 'พญานาค' มาช้านาน บางพื้นที่พบรอยพญานาค บางคนบอกว่าเคยเจอพญานาคตัวเป็น ๆ ก็มีเจ้าลูกไฟประหลาดที่พุ่ง ขึ้นจากแม่น้ำโขงแต่ละลูกล้วนมีระดับความสูงตั้งแต่ 1-30 เมตร บางลูกพุ่งสูงถึง 150 เมตร โดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 5-10 วินาทีครับ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ บั้งไฟพญานาคนั้นจะปรากฏให้เราได้เห็นเพียงแค่ปีละครั้งในช่วง 'วันออกพรรษา' หรือ 'วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11'

    ถ้าใครได้ดู หนังเรื่องนี้คงจะเข้าใจคล้าย ๆ กันบว่าจุดประสงค์ของหนังเรื่องนี้มิใช่เป็นการลบหลู่ดูถูกตำนานดั้ง เดิมแต่อย่างใด หากแต่พยายามชี้ให้เห็น 'ความเชื่อ' และ 'ความศรัทธา' ของผู้คนที่ตั้งอยู่บนฐานคิดคนละแบบศรัทธาหนึ่งอยู่บนฐานคิดที่ เรียกว่า 'ศาสนา' และ 'ประเพณี' รวมไปถึงความเชื่อของภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนเฒ่าคนแก่ที่แม้จะดูตลกและไม่ น่าจะเป็นไปได้ แต่บางสิ่งบางอย่างล้วนแล้วมีเหตุผลตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกระทำนั้น

    ในขณะเดียวกันศรัทธาที่อยู่ขั้วตรงข้ามเป็นศรัทธาที่อยู่บนฐานของพลังความรู้ การพิสูจน์ภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์โดยมีเครื่องมือทางสถิติรอง รับด้วยความสมเหตุสมผล หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนกับ "ปฏิบัติการกู้ศรัทธา" มากกว่า จะเป็น "ปฏิบัติการลวงโลก" ตัวหนังเล่นกับเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงเอามากๆ ในสังคมไทย นั่นคือเรื่องของศาสนาและความศรัทธา โดยตัวผู้กำกับเนี่ยเลือกที่จะทำหนังออกมาแบบกึ่งสารคดี

    หนังถามคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทิ่มแทงหัวใจของคนไทยผู้นับถือศาสนาพุทธมาตลอด คำถามประเภท "หากคนเราไม่มีความศรัทธา เขาจะยังนับถือศาสนากันอยู่หรือไม่?" หรือ "หากคนมาดูปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ คนเราจะไหว้พระกันมากขึ้นไหม?" คงไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ถนัดนัก เพราะคำตอบของคำถามเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ไม่มีใครตอบแทนใครได้ และไม่มีใครสามารถคิดแทนใครได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนทั้งสิ้น



 

     15 ค่ำเดือน 11 ดำเนินเรื่องด้วยการพาคนดูไปรู้จักกับ "คาน" เด็กหนุ่มลุ่มน้ำโขงจังหวัดหนองคาย สถานที่ซึ่งมีบั้งไฟพญานาคปรากฏขึ้นทุกปี คนดูได้รู้ว่า บั้งไฟพญานาคที่ปรากฏขึ้นทุกปีนั้น เกิดขึ้นจาก "ไข่พญานาค" ที่ผลิตขึ้นโดย "หลวงพ่อ" และพระลูกวัด และมีคานเป็นผู้นำไข่ไปวางไว้ที่ก้นแม่น้ำโขง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งก็คือช่วงเวลาออกพรรษา ไข่พญานาคทั้งหลายก็จะปรากฏเป็นบั้งไปพญานาคให้คนในย่านนั้นสักการะเป็นพุทธบูชาสืบเนื่องมานับหลายปี

     ที่ผ่านมา คานก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการกระทำดังกล่าว แต่ปีนี้ หลังจากที่คานเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ และพบว่าผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลมาดูบั้งไฟพญานาค สื่อมวลชนต่างประโคมข่าว มีคนได้ผลประโยชน์จากปรากฏการณ์นี้มากมาย รวมทั้งมีคนต้องการพิสูจน์ว่าบั้งไฟนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร คานจึงเริ่มสับสน และไม่ต้องการ "หลอก" ชาวบ้านอีกต่อไป... แต่หลวงพ่อไม่ได้คิดเช่นนั้น หลวงพ่อคิดว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นคือ การ "ทำหน้าที่" ที่มีต่อพญานาคที่หลวงพ่อได้เคยพบ และเป็นการทำหน้าที่ดำรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพญานาคผู้ซึ่งถวายบั้งไฟเป็นพุทธบูชา และศรัทธาที่ชาวบ้านยังคงมีต่อพญานาคก็คือศรัทธาต่อพระศาสนาที่จะดำรงสืบเนื่องต่อไป

     ยังมีอีกหลายคนที่คิดไม่เหมือนหลวงพ่อ หนึ่งในนั้นคือ "คุณหมอ" ผู้เป็นว่าที่ลูกเขยของหลวงพ่อนั่นเอง คุณหมอเชื่อว่า การเกิดขึ้นของบั้งไฟพญานาคคือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่เกี่ยวกับพญานาคแม้แต่น้อย คุณหมอจึงพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นตามที่คุณหมอเชื่อ ในขณะที่ "นักวิทยาศาสตร์" อีกคนหนึ่งกลับเชื่อว่า บั้งไฟที่ว่านี้เป็นฝีมือของมนุษย์ และพยายามจะพิสูจน์ความคิดที่ว่าเช่นกัน...


 

    แล้วเรื่องก็จบลงตรงที่ว่า คานไม่ได้ลงไปวางไข่ แต่หลวงพ่อต้องมาตายในขณะกำลัง "ทำหน้าที่แห่งศรัทธา" ด้วยการพยายามลงไปวางไข่ด้วยตัวเอง ขณะที่คุณหมอและนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่อได้... แต่ ณ ขณะนั้นเอง กลับปรากฏบั้งไฟพญานาคจำนวนมากมายเหนือลำน้ำโขง ดังเช่นที่เคยเป็นมา

     คนดูหนังทั้งหลายย่อมไม่เชื่อว่าบั้งไฟที่ปรากฏขึ้นคือบั้งไฟพญานาคจริง ๆ แต่ก็ยังคงสงสัยว่า ในเมื่อไม่มีใครลงไปวางไข่ แล้วบั้งไฟเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และนี่กระมังที่เป็น "บทสนทนา" ของคนดูกับภาพยนตร์ และคนดูกับตัวเองในที่สุด เป็นบทสนทนาที่ตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า "ความจริงคืออะไร สิ่งที่เรามองเห็นอยู่นี้เป็นความจริงหรือไม่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือความลวง"

    ดังนั้น ถึงแม้คุณหมอและนักวิทยาศาสตร์จะสามารถพิสูจน์สิ่งที่ตนเองคิดได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นจะเป็น "ความจริงที่สัมบูรณ์" ขึ้นมาได้ และเมื่อมองความคิดชุดนี้สะท้อนกลับไปยัง "หน้าที่แห่งศรัทธา" ของหลวงพ่อ ก็จะพบว่าสิ่งที่หลวงพ่อเชื่อและทำก็มีสถานะเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ตามที่กล่าวมาข้างต้น คือเป็น "ความจริงสัมพัทธ์" ในบริบทของหลวงพ่อนั่นเอง

   ความผันแปรและเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในปัจจุบัน อาจทำให้ชนชั้นดูหนังเริ่มตั้งคำถามว่า "ความจริง" ที่เคยรับรู้มานั้นยังคงจริงอยู่หรือไม่ ดังนั้น การปรากฏขึ้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเป็นการสนองตอบต่อ "ความรู้สึกร่วมสมัย" ส่งผลให้ภาพยนตร์ได้รับ "ทั้งเงินทั้งกล่อง" ตามที่กล่าว...


 

 

     อย่างไรก็ดี ยังคงมีคำถามที่ว่า ถึงแม้วิธีคิดของภาพยนตร์จะตอบสนองต่อความรู้สึกร่วมสมัย แต่ชนชั้นดูหนังยอมรับได้หรือไม่ว่า พญานาคและศรัทธา เป็น "ความจริง"  

     15 ค่ำ เดือน 11 เป็นเรื่องของกลุ่มพระทางฝั่งประเทศลาวที่ร่วมกันสร้างปฏิบัติการ "บั้งไฟพญานาค" ขึ้นมาด้วยจุประสงค์ที่คงเรียกได้ว่า "เป็นความผิดโดยสุจริต" เพื่อคงไว้ซึ่งศรัทธาในพุทธศาสนา และเมื่อ คาน เด็กหนุ่มที่ หลวงพ่อโล่ ชุบเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อย เกิดปฏิเสธที่จะร่วมวงในปฏิบัติการในปีนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าโลกที่แท้จริงภายนอกนั้น วิวัฒนาการมันก้าวไกลเกินกว่าที่จะมานั่งหลอกคนแบบนี้ได้ แต่โลกใบที่ คาน บอก มันเป็นคนละโลกกับโลกของหลวงพ่อ โลกที่ความศรัทธายังคงเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงให้ทุกชีวิตดำเนินต่อไป ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมิได้หยุดอยู่แค่ความคิดของคนต่างฝ่ายที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน แต่มันยังลามไปถึงความขัดแย้งระหว่างขอบเขตของการทำสิ่งที่เชื่อว่าเป็นการทำความดีและการหลอกลวงอีกด้วย

     ความศรัทธาที่ หลวงพ่อโล่ มีต่อพุทธศาสนานั้นมากมายจนเกินกว่าที่มนุษย์เดินดินคนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพศสิกขาจะรับไว้ได้ นำมาซึ่งฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในหนัง คือฉากที่หลวงพ่อตัดสินใจทำในสิ่งที่ท่านเชื่อว่าเป็นการกระทำเพื่อเป็นพุทธบูชา และเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งพึงกระทำได้เพื่อคงไว้ซึ่งความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ฉากนี้ถ่ายภาพหลวงพ่อแล่นเรือมากลางแม่น้ำโขง สีหน้าของท่านสงบ รอยยิ้มที่ปรากฏออกมานั้นบ่งบอกถึงผู้ที่กำลังจะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและภูมิใจเป็นที่สุด ภาพย้อนอดีตที่ตัดสลับออกมาให้เห็นตอกย้ำหนักแน่นถึงความทุ่มเทที่พระรูปนี้มีต่อพุทธศาสนา บวกกับการแสดงของ นพดล ดวงพร ที่ "นิ่งแบบกินขาด" อารมณ์ที่ผู้ชมได้รับฉากนี้จึงชัดเจนเกินคำบรรยายและที่สำคัญคือ หลังจากที่ฉากนี้จบลง คงไม่มีใครสงสัยว่าทำไมหลวงพ่อต้องทุ่มเทขนาดนี้เพียงเพื่อสร้างเรื่องที่อาจทำลายความเชื่อมั่นทั้งหลายทั้งปวงของทั้งตัวเองและของพุทธศาสนิกชนทั่วไป
 
     ฉากไคลแมกซ์ที่ตามมาในช่วงสุดท้ายของหนังไม่มีอะไรเกินความคาดหมายสำหรับคอหนังที่ดูหนังมาเยอะ ไม่มีอะไรให้ลุ้นกันมากมาย เพราะตัวหนังดำเนินมาตามทางของหนังกึ่งสารคดีอยู่แล้ว แต่ "ความอิ่มเอมใจ" ที่ได้รับจากฉากนี้นั้น มันมากมายเหลือเกิน และอิ่มใจมากๆ

     "หนึ่งวินาทีในใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน" "เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ" คำเหล่านี้ที่ออกจากปากหลวงพ่อถึงแม้จะคล้ายกับคำในโฆษณาเหล้า  ก็ตาม แต่คงต้องยอมรับว่าเป็นคำพูดที่สื่อถึงความศรัทธา แนวความคิด ความเชื่อที่ผลักดันให้ตัวละครแต่ละตัวมีพฤติกรรมอย่างที่เห็นในหนัง เหมือนในเพลง "ผู้ชนะ" เพลงประกอบหนังที่เขียนไว้ว่า "ขอเพียงแค่ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงที่จุดหมาย โปรดจงมั่นใจ ที่ทำลงไปน่ะถูกแล้ว อย่าฟังคำคน อย่าสนใจใคร อย่าเปลี่ยนแนว คนแน่แน่ว เท่านั้น … ผู้ชนะ "  แม้หนังจะไม่ให้คำตอบในหลายๆเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ตัวหนังบอกเราอย่างแจ่มชัดนั่นคือ ใครกันที่มุ่งมั่นและอดทนจนได้เป็นผู้ชนะในที่สุด


 

      มีหลายตอนที่หนังไม่ได้บอกถึงสาเหตุแน่ชัดที่เกิดขึ้นกับตัวละคร เราไม่รู้ว่าผู้ช่วยของดร.สุรพล ดำน้ำไปพบกับอะไรถึงทำให้เขามีอาการเช่นนั้น เราไม่รู้ว่าหลวงพ่อเคยเห็นพญานาคตัวจริงหรือไม่ เพราะหากจะมานั่งบอกอะไรกันหมด คงจะดูยัดเยียดและเป็นการคิดแทนคนดูมากเกินไปและผมเชื่อว่าคำตอบต่อข้อสงสัยเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับ "ความศรัทธา" ของแต่ละคนอยู่แล้ว

     ตัวละครที่เด่นมากๆ คงเป็น นพดล ดวงพร หัวหน้าวงหมอลำเพลินซึ่งรับหน้าที่ตลกประจำวงด้วย แสดงเป็นหลวงพ่อโล่ ได้อย่างไม่มีที่ติ และตัวขโมยซีนประจำเรื่องคือ สมชาย ศักดิกุล ในบทด๊อกเตอร์สุรพล ที่พี่แกเล่นได้อย่างเมามัน และ ป้าออง แสดงโดย บุญศรี ยินดี ที่พอป้าแกออกมาทีไร เป็นรู้กันว่ามีเฮแน่นอน ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็แสดงได้ดีไล่ๆ กันไป แม้ว่าหลายต่อหลายคนจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่ไม่มีใครที่แสดงต่ำกว่ามาตรฐานให้ได้รู้สึกสะดุดอะไรกันเลย

     หนังให้ความสมดุลระหว่างความเป็นหนังดรามาและความเป็นหนังสารคดีได้พอเหมาะพอสม แถมยังมีเวลาพอที่จะหยอดด้วยมุขตลกหลายๆ มุขที่มักจะได้ผลเสมอ โดยเฉพาะมุขที่นำเสนอเรื่องของภูมิปัญญาชาวบ้าน น่าชื่นชมกับความคิดจริงๆ

      มีคนบอกว่า การทำหนังแบบขายความเป็นไทยจ๋า แต่มีเนื้อเรื่องและประเด็นที่ร่วมสมัยให้ลงตัว เป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผกก.จิระ แสดงให้เห็นว่าหากเขาเชื่อมั่นพอเหมือนกับตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในบทภาพยนตร์ของเขา ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้แน่นอน และนี่เป็นตัวอย่างที่พวกหัวล้าหลังที่พอจะขายความเป็นไทยทีไรละก็จะต้องให้ตัวละครแต่งชุดลิเกร่ายรำออกมาทุกทีไปควรจะดูเอาไว้สอนตัวเอง เพราะหากคุณใช้สมองทำงานมากกว่านี้ คุณคงจะรู้ว่าหนังอย่าง 15 ค่ำ เดือน 11 นี่แหละ คือทางออกที่ดีที่สุดในการผสมผสานโลกตะวันตกและโลกตะวันออกให้เข้ากันได้อย่างลงตัว
 
 
     หนังเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยมแล้ว หนังยังทำหน้าที่ล้ำตัวเองออกไปอีก โดยเป็นตัวนำศรัทธากลับมาสู่ใจชาวพุทธโดยรวม เพราะความรู้สึกที่คุณได้รับหลังจากหนังจบลง เป็นความรู้สึกที่ทำให้คุณเห็นถึง "คุณค่า" ในสิ่งต่างๆ คุณค่าของความศรัทธา คุณค่าของศาสนา และคุณค่าของตัวคุณเอง เฉกเช่นเดียวกับที่คุณจะได้เห็น "คุณค่า" ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้
 
 
 
 
B y  C O U S S U

Comment

Comment:

Tweet

วัฒนธรรมหลัก และวัฒนธรรมรองของหนังเรื่องนี้คืออะไรค่ะ

#8 By (180.183.158.167|180.183.158.167) on 2014-09-10 00:22

วัฒนธรรมหลัก และวัฒนธรรมรองของหนังเรื่องนี้คืออะไรค่ะ

#7 By (180.183.158.167|180.183.158.167) on 2014-09-10 00:21

ชอบ

#6 By (110.78.172.27|110.78.172.27) on 2014-04-27 09:22

เขียนได้ดีครับ ขออนุญาตเอาลิ๊งค์ไปแปะในเฟสนะครับ big smile

#5 By Grissadakorn H. (111.84.98.98) on 2013-10-21 07:18

love the article..

#4 By Hannah Larue on 2013-08-04 19:13

เขียนได้ดีมากค่ะ หนังเรื่องนี้เคยดูนานเเล้ว
เเต่ตอนนั้นยังงงๆ บทความนี้อธิบายละเอียดเลยbig smile

#3 By fhfgij (103.7.57.18|90.227.20.78) on 2013-07-05 04:40

ด้วยความยินดีครับ confused smile หวังว่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย

#2 By Teller on 2013-06-30 09:22

อาทิตย์หน้าอาจารย์จะให้ศึกษาหนังเรื่องนี้พอดี ขอบคุณที่เขียนบทความค่ะ

#1 By Vagabond on 2013-06-29 18:59