"เจ้าจะเป็นผู้มอบแรงผลักดันที่จะก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อแก่ผู้คน พวกเขาจะวิ่งตามหลังเจ้า
 
พวกเขาอาจสะดุดล้มไปบ้าง แต่หลังจากนั้น พวกเขาจะร่วมอยู่ใต้ตะวันดวงเดียวกับเจ้า
 
และหลังจากนั้น เจ้าจะได้ช่วยพวกเขา...ให้ลุถึง 'ความอัศจรรย์' "
 
 
 
    จริงๆผมกะจะเขียนตั้งแต่วันแรกที่ดูแล้ว แต่กลับมาถึงบ้านก็หัวถึงหมอนก่อนเลย ง่วงมากมาย ฮะๆ โอเค! ขอออกตัวเลยว่าไม่ใช่แฟนพี่ซุป ที่ตั้งใจไปดูเพราะ 2 ตำนานที่ผมคาราวะเป็น Idol อย่างคริสโตเฟอร์ โนแลนมาเขียนบทและโปรดิวซ์ กับ ฮาส์น ซิมเมอร์ เจ้าพ่อ Soundtrack คนหนึ่งที่ผมติดตามผลงานแกตลอด ยังไม่นับผู้กำกับ แซค สไนเดอร์ ที่ผมชอบงานภาพและสไตล์หม่นๆแบบคอมมิคของพี่เขา (ไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับพี่ซุปเลยสักนิด - - |||) เมื่อได้ยินข่าวว่าตัวพ่อมารวมตัวกันขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่ผมจะตั้งความหวังไว้สูงลิบ! แต่เมื่อผมได้เข้าไปดู มันก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า 'ผิดหวังเล็กน้อยถึงปานกลาง' 
 
    อย่าพึ่งเข้าใจผิดนะครับ! ผมชอบตัวหนังจริงๆ ที่ผมให้คะแนนไปแบบ มีร้อยให้ล้านเลย คือ งานศิลป์และฉากแอ็คชั่น ดีไซน์หลายอย่างโดนใจผมมาก ไม่ว่าจะเป็นชุดของตัวบุรุษเหล็กที่มีรายละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่ผ้าเหมือนเสื้อยืดแบบเมื่อก่อน และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเลยคือ ไม่มีกางเกงในสีแดงนั้นให้เราได้เห็นอีกแล้ว หลายคนบ่นว่าเอาออกทำไม ซึ่งผมว่าเอาออกมาก็ดีแล้วนะ เพราะกางเกงในสีแดงนั่นมันแปร่งๆกับผมตลอดมา ฮะๆ การแปลงบรรยากาศเมืองเมโทรโปลิส มาให้ร่วมสมัยกับเราไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก เพราะโนแลนเคยทำไว้แล้วกับเมืองก็อทแธมใน The Dark Knight Trilogy แต่สิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาและมันเวิร์คมากๆ คือ อารยธรรมของดาวคริปตัน ถ้าเป็นสมัยก่อนเมื่อพูดถึงดาวคริปตัน บ้านเกิดพี่ซุป เราจะนึกถึงดาวสีขาวโพลนเหมือนมีแต่หิมะ และที่พักอาศัยที่ทำจากคริสตัล กับผู้คนบนดาวที่ใส่ชุดสีขาวเรืองแสง...(ถ้าใครเป็นแฟนเก่ากึกได้ดู Superman the movie ฉบับปี 1978)

 
 

 
 
    แต่ในฉบับ MAN OF STEEL ทำให้เราได้เห็นดาวคริปตันเป็นมากกว่านั้น มีระบบการปกครอง มีชนชั้น มีประวัติศาสตร์ และที่ยิ่งกว่านั้น คือดีไซน์โลกของชาวคริปตันที่เก๋และดูมีอะไรมากกว่าเดิม โดยเฉพาะคอสตูมนี่กินขาด เท่และงดงามแบบขรึมๆ

 
 
 
    อย่างที่สองคือฉากแอ็คชั่น ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าสไนเดอร์เป็นตัวพ่อด้านงานภาพสไตล์คอมมิค เห็นได้จาก 300 และ Watch Men จึงไม่ต้องห่วงคิวบู๊เรื่องนี้ที่บอกได้เลยว่า ใส่เต็มจนล้น และแต่ละซีนนั้นไม่มีเสียของ สวยและดุดันทรงพลังทุกฟุตเทจ แม้จะไม่มีการสโลว์และเร่งภาพตอนต่อสู้สไตล์แก แต่ความฉับไวและรุนแรงก็สร้างความขึงขังให้กับการต่อสู้ของพี่ซุปที่พูดเลยก็ได้ว่า MAN OF STEEL คือภาคที่ซุปเปอร์แมนโชว์ศักยภาพของพลังได้สูงที่สุด

 
  
 
   
    แต่แน่นอนว่าเราเข้าไปดูหนัง สิ่งที่เราเข้าไปดูคงไม่ใช่แค่ดีไซน์สวยๆ หรือฉากแอ็คชั่นบ้าพลังอย่างเดียว (แต่อย่างหลังนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่หวังไว้นะ) มันรวมถึงเนื้อเรื่องด้วย! และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผมถึงยังไม่รู้สึกว่าการกลับมาของซุปเปอร์แมนคราวนี้ ถึงยังเปล่งพลังได้ไม่มากพอ (จากนี้อาจมีสปอยนิดส์ๆ ใครยังไม่เคยดูให้หยุดและเผื่อใจไปดูก่อนนะ)
 
    แน่นอนว่าเมื่อมีการรีบูทหนัง สิ่งที่จะกดดันคนสร้างคือ มันจะทาบรัสมีกับภาคก่อนที่เคยทำไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฮีโร่ตัวพ่ออายุมากแล้วอย่างซุปเปอร์แมน ความคาดหวังจากแฟนๆยิ่งมีมากตามมา และถึงผมจะไม่ใช่แฟนก็พอจะรู้สึกได้ว่า มีอะไรบางอย่างหายไปใน MAN OF STEEL
 
 
 
 
    ผมไม่มีปัญหาเรื่องการตีความตัวละครใหม่ของทีมงานนะ ผมกลับชอบซะด้วยซ้ำ เริ่มจากตัวพี่ซุปที่สมัยก่อนเมื่อเทียบกับหนังปี 1978 คล้าก เคนท์ หรือ คาล-เอล จะเป็นคนอบอุ่น เป็นมิตร แถมยังมีอารมณ์ขัน แต่พอมาเวอร์ชั่นนี้ คาล-เอล ถูกทำให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น ดูอมทุกข์ ใช้ชีวิตเร่ร่อน พยายามค้นหาที่ยืนของตัวเองบนโลกที่ไม่ใช่ที่ของเขา หรือจะ ลูอิส เลน ซึ่งผมก็ถือว่าทำได้ดีที่เปลี่ยนจากสาวที่เอาแต่ร้องหาวีรบุรุษ มาเป็นตามไปช่วยจนถึงในสมรภูมิรบ ผมว่ามันกลายเป็นเทรนด์ไปแล้วนะ สำหรับตัวละครหญิงสมัยนี้ที่ต้อง 'แกร่ง ถึก ทน ดูแลตัวเองได้' ส่วนนายพลซ็อด ตัวผมยังไม่เคยดู Superman 2 เลยยังพูดอะไรไม่ได้ แต่ที่ดูจะโดดเด่นที่สุดเลย คือ จอร์-เอล พ่อของพี่ซุปที่มาภาคนี้ดูจะเน้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่จนน่าจะเรียกได้ว่า เด่นกว่าโจนาธาน เคนท์ซะอีก ผมนั่งดูทั้งเรื่องก็ชอบตัวละครตัวนี้ที่ดูน่าเกรงขามและอบอุ่นในเวลาเดียวกันที่สุดแล้ว 
 
   ไม่ใช่แค่ตัวละครเท่านั้นที่มีการพยายามตีความให้ต่างจากรูปแบบเก่าๆ ตัวเรื่องเองก็มีการจับประเด็นดีๆไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ S ที่หมายถึงความหวัง ประเด็นของการเป็นคนนอก พันธะของสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับตัวเรา กับการเลือกที่เกิดจากการตัดสินใจของเราเอง และธีมที่โนแลนยึดมาตั้งแต่สร้างพี่แบท คือการไม่เน้นคำว่า 'HERO' ในหนังฮีโร่ เห็นมั้ย! ประเด็นดีๆมีเพียบ การตีความตัวละครใหม่ก็ดูดี แต่ปัญหาที่ผมมีมันก็เหมือนกับใครหลายๆคน คือเมื่อมันมาอยู่รวมกันแล้ว...กลับไปไม่สุดสักทาง
 
   สาเหตุหลักๆที่ผมรู้สึกได้เลย คือจากการดำเนินเรื่องที่ไม่ต่อเนื่อง จริงๆการตัดสลับไปมาเพื่อบอกปูมหลังตัวละครใช่ว่าจะไม่เคยมีใครเล่น ก็เฮียโนแลนนี่แหละที่ใช่ใน Batman Begins แหละ และยังเอาอยู่ด้วย แต่พอเอามาใช้กับ Man of Steel ที่แซตกำกับกลับเอาไม่อยู่ กลายเป็นว่าพี่แกเล่ารวบรัดเร่งเร้าเรื่องจนเกินไป จนฐานความรู้สึกของเรากับคาล-เอล/คล้าก เคนท์ ต่อไม่ติด ผมเห็นนะว่าพี่แกดิ้นรน พยายามค้นหาถึงเหตุผลที่ตัวเองต้องมาอยู่กับคนต่างเผ่าพันธุ์ แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกถูกบีบคั้นตามไปเลย เพราะช่วงเวลาที่พี่แกต้องอดทนในวัยเด็กมันเล่าสั้นเกินไป ต่างจากเรื่องของบรู๊ซ เวนย์ที่ให้เวลาเราได้อยู่กับช่วงเวลานั้นนานพอ (จนบางคนบอกนานเกินไป น่าเบื่อซะงั้น) แถมยังตัดไปมา ไม่ปะติดปะต่อ ทำให้อารมณ์มันขาดช่วง ส่งผลให้ช่วงท้ายเรื่องที่ถึงจะยิ่งใหญ่อลังการยังไง ผมก็ไม่มีอารมณ์ร่วมแล้ว ถ้าจะให้เวิร์คจริงผมว่าสู้เล่าแบบ 1 - 10 แต่มันพีคสุดๆตอนท้ายยังจะดีกว่าอีก
 
   ประเด็นเรื่องของการเป็นคนนอกอันนี้ละที่ผมเสียดายที่สุด เพราะมันเคยถูกพูดถึงในเวอร์ชั่นปี 1978 แล้วในฉากเดียวกันที่แม่ของคาล-เอลเป็นห่วงลูกของเธอ แต่ผมก็เข้าใจว่าเวอร์ชั่นนั้นมันจับประเด็นนี้ไม่ได้ เพราะตัวหนังในยุคนั้นจะเน้นไปที่ความเป็นฮีโร่จ๋า ไม่ได้เน้นความหมายที่ลึกซึ้งและความเป็นจริงมาก (ฉากแรกที่ซุปเปอร์แมนปรากฎตัว คนปรบมือเฮลั่น แทนที่จะตกใจเพราะมี คนบินได้!) แต่เวอร์ชั่น MAN OF STEEL มีโอกาสนั้นแล้ว! โทนเรื่องที่เน้นความสมจริงและต้องการบีบคั้น แต่กลับไปได้ไม่สุด เพราะมันไม่ถูกขับเน้นออกมามากนัก เหตุน่าจะมาจากที่ใน MAN OF STEEL ไม่มีฉากช่วยคนแบบธรรมดาในโหมดซุปเปอร์แมน! พอเข้าโหมดพี่ซุปก็ซัดกับซ็อดเลย ถ้าในเวอร์ชั่น 1978 เราจะยังได้เห็นซุปเปอร์แมนได้ช่วยคนทั่วๆไปก่อน ถ้าตรงนี้เกิดขึ้นใน MAN OF STEEL ประเด็นนี้ก็คงจะถูกขับออกมา และจะช่วยส่งโทนในตอนท้ายให้มันอินยิ่งกว่าเดิม การที่คนธรรมดาจะเลือกอะไรระหว่างขายฮีโร่เอาตัวรอด กับเลือกที่จะยืนยัดข้างผู้ที่เป็นดั่งความหวังที่พร้อมจะปกป้องพวกเขา? ถ้าคำถามถูกถามขึ้น มันจะฟินขึ้นเยอะมาก จริงอยู่ที่นี้คือสิ่งที่โจนาธาน เคนท์กลัวมาตลอด ถึงขนาดยอมตายเพื่อให้ความลับของคล้ากไม่ถูกเปิดเผย เป็นจุดบิ้วที่ดีมากๆ และหากมีจุดที่คล้าก/คาล-เอล ก้าวผ่านจุดนี้ได้จะช่วยส่งเรื่องขึ้นเยอะ
 
  เรื่องประวัติศาสตร์ของดาวคริปตันที่ถูกเพื่มเข้ามา อย่างการสร้างเด็กโดยกำหนดอยู่แล้วว่าเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อะไร กับตัวคาล-เอลที่เกิดแบบธรรมชาติ มีสิทธิเลือกว่าอยากจะเติบโตมาเป็นอะไร ดั่งที่โจนาธาน เคนท์ได้พูดไว้ ก็เป็นประเด็นที่ตกไปอย่างน่าเสียดายอีกเช่นกัน จริงอยู่ที่มีฉากที่พูดถึงประเด็นนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ พออารมณ์ร่วมกับคาล-เอลไม่ถูกปู แถมไม่มีฉากที่จะตอกย้ำว่า ตัวเขาได้เลือกแล้ว เลือกที่จะเป็นความหวังให้กับผู้คนบนดาวที่เขาเติบโตมา ประเด็นนี้ก็ไม่ถูกส่งอย่างเต็มที่อีกเช่นกัน
 
 

 
    อีกเรื่องหนึ่งที่ผมว่าแซครีบใส่เข้ามาเร็วเกินและมันแปร่งๆ คือความสัมพันธ์ระหว่างลูอิส เลนกับคาล-เอล คือทั้งคู่รักกันเร็วไปมั้ย? แค่จูบเดียวอาจไม่ได้หมายถึงว่ารักกันก็จริง แต่มันก็ยังเร็วเกินไปอยู่ดี เอาแค่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันผมว่าก็พอแล้วนะ เพราะทั้งคู่ก็พึ่งเจอกันแค่เดี๋ยวเดียวเอง ผ่านเรื่องต่างๆแค่ในฐานะคนรู้จักด้วย จะมาจุ๊บกันในตอนท้ายเลยนี้ผมว่ามันแปลกๆมากกว่าน่ารักนะ (ถึงคนเล่นเป็นลูอิสจะน่ารักก็เถอะ) และอีกเรื่องหนึ่งที่ว่ามันงงๆอยู่คือป้อมปราการเดียวดายของพี่ซุป ซึ่งถ้าเป็นภาค 1978 เราจะรู้ว่าป้อมนั้นเกิดจากคล้ากเอาแท่งคริสตัลที่พ่อจอร์-เอลให้มาด้วยสร้างขึ้นมาที่ขั่วโลกเหนือ โอเค เข้าใจได้ แต่ในภาคนี้กลับถูกกองทัพเจออยู่ใต้น้ำแข็ง อายุน้ำแข็งรอบๆปาเข้าไปหมื่นกว่าปี คือ..มันมาจากไหน? และอย่าบอกว่าเป็นยานเก่านะ เพราะทุกอย่างในยานนั่นถูกเตรียมเพื่อคาล-เอลโดยเฉพาะ! ถึงจะบอกว่าข้อมูลอาจมากับแท่งดำๆที่มีตราตระกูลเอล แล้วชุดพี่ซุปละ? คงไม่ได้พึ่งทอเดี๋ยวนั้นหรอกนะ ใครที่ดูแล้วเก็ทตรงนี้ก็บอกด้วยหน่อยนะครับ งงจริง  

 
 


 
    ในส่วน Soundtrack นั้น Hans Zimmer ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดี เพลงช่วยบิ้วฉากในหนังได้เยี่ยม แต่ถ้าให้ผมพูด ผมว่างานในครั้งนี้ฮาส์นดร็อปไปนะ เพลงมันเพราะจริง ผมฟังได้ไม่มีเบื่อเลย แต่ถามว่ามันมีเอกลักษณ์อมตะอย่างธีมซุปเปอร์แมนของ John Williams หรือแม้แต่ผลงานของเจ้าตัวที่เคยทำไว้อย่าง The Dark Knight มั้ย? ผมบอกได้เลยว่าไม่ แต่ถึงผมจะขนลุกทุกครั้งที่ได้ยินเพลงเอกลักษณ์ของพี่ซุปที่ประพันธ์โดยวิลเลี่ยม แต่ถ้าถามผมอีก ผมก็ยังคงเลือก Sonudtrack ของ MAN OF STEEL มาฟังเล่นอยู่ดี

 
 
 
 
(ฝาก Faora ด้วย ถึงไม่อินแต่ชอบคาแร็กเตอร์เธอมาก เด่นกว่า ZOD อีกนะสำหรับผม ฮะๆ)
 
 
 
 

 
 
(สัญลักษณ์ตระกูลอื่นๆนอกจากตระกูลเอลของพี่ซุป)
 
 
    ที่ร่ายมาทั้งหมดนี่ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการให้ MAN OF STEEL มีความหมายอะไรลึกซึ้งหรือยึดติดกับภาพเวอร์ชั่น 1978 นะครับ (เหรอ!) แค่ผมเห็นว่าตัวหนังมีประเด็นดีๆอยู่ และเสียดายที่มันไปไม่สุด ถึงแม้จะมีการบิ้วจังหวะอารมณ์ที่ดีก็ตาม สารภาพว่าเกือบเสียน้ำตาตอนดาวคริปตันล่มสลาย เป็นฉากในไม่กี่ฉากที่ผมจุกลำคอ แต่ผมก็ยังดูฉากอื่นๆในหนังสนุกอยู่นะ แค่ฉากแอ็คชั่นอย่างเดียวก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว อัดกันยังกับ Dragon Ball (อันนี้หลายคนเปรียบเปรยไว้) ถึงจะเฟลกับการที่มีโนแลนมาเขียนบทให้แต่มาได้เท่านี้ แต่ถ้าคิดในแง่หนังซัมเมอร์ดูเอามันส์ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีสะใจคอบ้าพลังกันไป ถึงตอนนี้ก็มีประกาศสร้างภาคต่อแล้ว และจะยังคงได้แซคกลับมากำกับเหมือนเดิม และได้ เดวิด.เอส.กอเยอร์ นักเขียนบทร่วมในภาคนี้กลับมาเขียนบทให้ แต่ภาคหน้าคงไม่มีโนแลนแล้ว ซึ่งผมก็กังวลเหมือนกันว่าขนาดมียังเหมือนไม่มี แล้วถ้าไม่มีเลยจะขนาดไหน ผมก็ได้แต่'หวัง'ว่า พี่แซคจะจับทางให้กับซุปเปอร์ฮีโร่อมตะตนนี้ได้ และทำให้มันกลายเป็นตำนานอีกครั้งในรุ่นของพวกเรา 
 
 
 
 
 
 
 
B y  F E A R E
 

 
 

Comment

Comment:

Tweet