There's Something About Memory Part 2

posted on 19 Apr 2013 16:16 by philosophia in MOVIE directory Knowledge, Idea
 
 
 
There's Something About Memory Part 2
ว่าด้วย ความจำ จิต และภาพยนตร์ Oblivion
 
 
      ปัจจุบันแม้เราจะรู้อะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับสมองและจิตมากขึ้น แต่เรื่องความทรงจำก็ยังคงเป็นเรื่องลึกลับ ที่นักวิทยาศาสตร์ นักประสาทวิทยาเพิ่งขูดลงไปแค่ชั้นผิวๆ...เราจำได้อย่างไร?     
    
      ไม่สิ เราจำบางอย่าง แต่ไม่จำบางอย่าง(หรือง่ายๆคือลืม)ได้อย่างไร?
    
      ไม่สิ มีบางอย่างที่เราอยากจำ แต่ดันจำไม่ได้(เช่น คำเฉลยข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์)แต่มีบางอย่างไม่อยากจำ ก็จำอยู่นั่นแหละ(เช่น เพื่อนเลวๆ แฟนเลวๆ)อ้าว ถ้าไม่ใช่ "เรา" ที่จะเลือกจำหรือลืมได้ แล้วอะไรฟะที่มันทำแบบนั้นได้? แล้วอะไรสารพัดสารพันที่เราจำหรือลืมได้ มันเก็บอยู่ตรงไหน? ในสมอง?หรือ ข้างนอกสมอง? แค่นี้ก็อ๊วกแล้ว
    
      แต่เดี๋ยวก่อน ถ้ายังไม่พอ เรายังมีนี่ คุณเจ๊คนนี้ แกชื่อ Jill Price บ้านอยู่แคลิฟอร์เนีย แกเป็นคนที่จำทุกอย่างได้ในชีวิตของแกตั้งแต่อายุ 12 ปี ครับ คุณฟังไม่ผิดครับ จำได้ทุกอย่าง โอ!พระเจ้าจอช อีแค่เราจำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยุ่งแล้วนะ แต่นี่เจ๊แกเล่นจำได้ทุกอย่างเลย แค่ระบุวัน เวลา แกจะบอกได้หมดว่าเกิดอะไร? ที่ไหน? กะใคร? แถมยิ่งแก่ตัวแทนที่จะเลอะเลือน แกกลับยิ่งจำแม่นขึ้น!
      
         "คือว่าไม่รู้สิคะ มันเหมือนภาพที่ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้"
    
       เจ๊แกบอก สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเชิญให้แกมาตรวจ แต่ยังไม่ยักกะบอกว่าผลตรวจออกมาเป็นอย่างไร
 
 
 
 
(เป็นสารคดีที่สนับสนุนโดย Nobelprice.org)
 
 
            ในวินาทีหนึ่งๆ มีข้อมูลผ่านเข้ามาสู่ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัสมากมายชนิดทะลักล้น ว่ากันว่าจิตใต้สำนึกของเราต้องสแกนทุกๆข้อมูลที่ถูกอินพุทเข้ามาจากผัสสะต่างๆเป็นจำนวนประมาณ 2 ล้านกว่าบิทต่อวินาที(อ้างไว้ในเว็บหนึ่งตามนี้ Internet of Mind) เพื่อแยกว่าข้อมูลไหนที่สำคัญ  ซึ่งนับทั้งข้อมูลที่เราอยากรับหรือเลือกที่จะเอาตัวเองเข้าไป "เสพ" เช่น อ่านและเม้นต์ facebook  กินอาหารร้านอร่อย หรือ ดูหนังกับแฟน ฯลฯ ซึ่งอาจมีประมาณ 4 หมื่นกว่าบิทต่อวินาที หรือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นไปได้ว่าอาจเป็นข้อมูลไร้สาระแต่เราดันสนใจ
    
      และข้อมูลไหนจิตมองว่าเป็น ขยะ กาก ขาก ถุย(อีก 98 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ซึ่งอาจมีบางเรื่องสำคัญก็ได้) หรืออาจมีข้อมูลอะไรที่เราไม่อยากรับหรือรู้ แต่ก็ต้องรับ เช่น ตดของเธอผู้เป็นที่รัก ประเด็นคือ ข้อมูลที่ไหลเข้ามาท่วมทุกการรับรู้ของเราทุกวัน ประมาณวันละ 172,800,000,000 บิทนี้ก็คือ "ข้อมูล" ที่จะไปบรรจุเป็นความทรงจำของเรานั่นแหละ ปริศนาหนึ่งในหลายปริศนาทางจิตวิทยา ประสาทวิทยา ปรัชญา เกี่ยวกับความจำคือ เรา (หรือพูดให้ชัดขึ้นคือ สมอง และระบบกายของเรา) สามารถ
 
1.แปลข้อมูลที่มาในแบบก้อนโฟตอนของคลื่นแสงที่กระทบซิ่งกับวัตถุข้างนอกเข้ามากระแทกตา คลื่นสะท้อนของเสียงที่ไหลมากระแทกหู ฯลฯ ให้มา เป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างไร
 
2.ข้อมูลที่มากมายเหลือประมาณนั้น ถูกนำไปเก็บไว้ตรงไหน
    
     ...ตรงนี้แหละที่ หนัง Obvilion เข้ามา

 
 
 
    คงเคยผ่านหูผ่านตามมาบ้างว่าความทรงจำแบ่งเป็น ระยะสั้น(short term memory) และระยะยาว(long term memory) ดูคล้ายๆกับการผ่อนจ่ายค่างวดสมาร์ทโฟน(ที่บางทีก็จำไม่ได้ว่าเดือนนี้ไปจ่ายหรือยัง อิ อิ)
    
     แต่เราก็แบ่งประเภทของความจำได้อีกแบบ ตื่นเช้า เราเดินเข้าไปห้องน้ำ หยิบแปรงขึ้นมา บีบยาสีฟัน(จากปลายหลอดด้วยนะ) บ้วนน้ำ สอดแปรงเข้าปาก แปรงเข้า-ออก-ขึ้น-ลง อย่างถูกสุขลักษณะช่องปาก บ้วนน้ำ ฯลฯ อะไรเหล่านี้เป็น สิ่งที่เราทำได้และเราจำได้จนเป็นความเคยชินชนิดไม่ต้องจำก็ทำได้เลย เหมือนแจ๊ค ฮาเปอร์ พระเอกของหนัง Obvilion ที่ทำหน้าที่ซ่อมหุ่นพิฆาตตรวจการ ได้อย่างเป็นกิจวัตรประจำวัน ทำได้ทุกวันเป็นนิจสิน ไม่ต้องนั่งนึกนอนนึก ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าต้องทำอย่างไร เราเรียกความจำแบบนี้ว่า "Dispositional memory" หรือ ตัวสภาวะความจำ ซึ่ง ทั้งคน หมา แมว หุ่นยนต์ คอมฯ แทบเลต ไอโฟน สารพัด ก็มีสภาวะความจำแบบนี้ได้
    
     นึกๆดูละกันว่าในชีวิตอะไรบ้างที่เราจำได้ ทำได้ แบบที่เราไม่ต้องจำ ก็แทบทุกกริยาอาการที่เราทำตลอดรู้สึกตัวนั่นแหละ ซึ่งนั่นก็มากมายมหาศาลชนิดน่าสงสัยแล้วว่า สมองเก็บข้อมูลทั้งหมด จัดลำดับ ประมวลผล เรียกขึ้นมาใช้ ในช่วงวินาทีหนึ่งๆที่เราทำกิจกรรมหนึ่งๆได้อย่างไร?

    แต่ด้วยสามัญสำนึก เราก็รู้ว่าเราไม่ได้มีความจำแบบข้างต้นแบบเดียว แจ๊ค ฮาเปอร์ ยังมีความจำที่จู่ๆก็ผุดมาเป็นเรื่องราว เป็นความจำในอดีต เป็นความจำเกี่ยวกับคนที่เรารัก เป็นความจำที่งดงาม เป็นความจำที่บางทีเราก็จำไม่ได้ว่ามีเรื่องแบบนั้นกับเราด้วยเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือกระทั่งเป็นด้านตรงข้าม อันเลวร้ายที่เราเองก็ไม่อยากจำ ความจำแบบนี้เราเรียกว่า "Phenomenal memory" หรือ เรื่องราวที่จำ ซึ่งก็มีตั้งแต่ เมื่อคืนฝันว่ามีงูมารัด  เมื่อเช้ารถติดโคตรเบื่อ เมื่อวานเพิ่งๆปเที่ยวห้างกับเพื่อนสนุกมาก อีก 2 วันเป็นวันเกิดแฟน  วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วทะเลาะกับแม่เดินร้องไห้คนเดียวในห้อง นี่นับแค่ปัจจุบันชาติพอ ไม่ต้องย้อนไประลึกอดีตชาติให้ยุ่งกว่านี้
 
 
 
 
       ความจำที่มีสะตอรี่ นี้แหละที่ทำแหละที่ทำให้ "จำได้"(remember) กับ "หมายรู้"(recall) เป็นคนละอย่างกัน สิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องยุ่งๆกับ แจ๊ค ฮาเปอร์ หรือ พี่เบิ้ม อาโนด์ล จากหนังอีกเรื่อง Total Recall หรือ สลัดอวกาศที่มีแขนเป็นปืน psycho gun ในมังงะ Cobra (ที่ว่ากำลังกลายเป็นหนังฝรั่ง) จนเราได้ดูกันสนุกสนาน ก็คือ Recall ไม่ใช่ Remember ซึ่งเราจะระลึกเรื่องใดๆได้ เข้าใจว่าต้องใช้มากกว่าแค่ตัวข้อมูล หรือเรื่องราวที่ถูกบันทึกเอาไว้ ยกตัวอย่างวันนี้เรานึกถึงสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ 2 เรื่อง

     (ก) ความจำ ก. ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้า

     (ข) ความจำ ข. ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ สิบปีที่แล้ว

     ซึ่งเราจะรู้ได้ว่า นอกจากเนื้อหาของความจำทั้งสองที่ว่า เรายัง "รู้" ว่าความจำทั้งสอง(แม้สมมุติว่าเป็นเรื่องเดียวกัน)เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน มีความสามารถ "อะไรบางอย่าง" ในจิตของเราที่คอยจัดลำดับเรื่องราวของชีวิตเราอยู่โดยที่ตัวมันเอง ไม่ใช่ตัวที่บันทึกข้อมูลที่ไหลผ่านเข้ามาตลอดที่เรารู้สึกตัวหรือทำโน่นนี่นั่น นั่นไม่นับว่า "อะไร" ที่ว่านั้นเกี่ยวข้องกับมโนทัศน์หรือความเป็นจริงบางเรื่องอยู่แล้วโดยตัวมันเอง เช่น มโนทัศน์เรื่อง ก่อน-หลัง, มโนทัศน์เรื่องเวลา (สิบชั่วโมง-สิบปี) เป็นต้น

     สรุปคือ ตอนนี้เราได้ ตัวสภาวะความจำ ที่ทำให้การดำเนินชีวิตปกติของเราเป็นไปได้ ตัวความจำที่มีเรื่องราว และตัว "อะไรบางอย่าง" ที่เข้ามา "เขียน" สะตอรี่ให้ความจำที่มีเรื่องราวของเราโลดแล่น มีชีวิตชีวา ไม่แข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ที่ได้แต่จำแต่ไม่รู้ว่าระลึกอะไรได้แค่ไหน และก็เป็น "อะไรก็ไม่รู้" นี่แหละ ที่ทำให้เรา ยิ้ม หัวเราะ รั่ว วีน แว้ด เซ็ง เบื่อ สุข เศร้า เหงา มีอะไรเยอะแยะกับชีวิตที่คอยเติมไม่ให้ชีวิตแห้งแล้ง หรืออยู่แบบตายซากไปวันๆ

     อันนี้จะเรียกว่าเป็น ความลึกลับ หรือจะเรียกว่าเป็นเรืี่องที่สุดมหัศจรรย์ของสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากอย่าง "จิต" ก็สุดแล้วแต่ ถ้ายังนึกไม่ออกก็ให้ลองเปรียบเทียบโลกของแจ๊ค ฮาเปอร์ ในหอคอยลอยฟ้าสุดล้ำ กับโลกของเขาที่เป็นกระท่อมผุๆริมทะเลสาปในป่าก็คงนึกได้ว่า โลกที่ "อะไรบางอย่าง" เติมแต้มให้มีสะตอรี่นั้นมันแตกต่างออกไปเหลือเกิน...แม้คนอย่าง แจ๊ค ฮาเปอร์ จะไม่ใช่คนจริงๆก็ตาม!
 
 
 
(Total Recall ฉบับ 1990 ที่เฮียอาโนด์ลเล่น)
 
 
(Cobra และแขนข้างซ้ายที่เป็นปืน Psycho Gun)
 
 
    ปัจจุบันมีข้อเสนอเป็นจำนวนมากที่พยายามอธิบายว่า ปรากฏการณ์ของจิตทั้งหมดเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ของสมอง ข้อเสนอพวกนี้พยายามล้มล้างสิ่งที่เชื่อกันมานับเป็นพันๆปีคือเรื่อง จิต โดยบอกว่า จิต หรือ จิตใจ ที่เป็นนามธรรมนั้นหามีอยู่จริงไม่ แต่เป็นเพียงการทำงานที่ซับซ้อนของระบบประสาทในสมองของคนเราเท่านั้น ฟังดูดี และนัยยะของข้อเสมอแบบนี้มีแค่ 2 เรื่องเบาะๆ

1.ถ้ามันจริง มนุษย์ต้องสร้าง "จิต" ขึ้นมาได้ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

2.ถ้ามันจริง คำสอนทุกศาสนา (รวมถึงศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์มากอย่างพุทธศาสนา) ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าหรือความเชื่อประกอบธรรมเนียมปฏิบัติ มีราคาของความจริงไม่ต่างจากการมีอยู่ของนางเงือก ในนิยายพระอภัยมณี คือ ไม่มีจริง เพราะ จิตจริงๆแล้วไม่มี (ตามที่แทบทุกศาสนาบอก)

     ก็โชคดี ที่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าข้อเสนอล้ำโลกที่ว่ามานั้นจริงหรือไม่? และตอนนี้ข้อเสนอ สมมุติฐาน หรือ ทฤษฏีอะไรที่ว่ามานี้ ก็มาติดแหง็กอยู่กับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักประสาทวิทยา นักจิตวิทยา เรียกว่า "ปัญหาสุดหิน" (hard problems) คือ ปรากฏการณ์ในจิตบางอย่าง อธิบายให้ตายยังไงก็ยังอธิบายให้เป็นรูปธรรมการทำงานของสมองไม่ได้ เช่น ในสภาวะความจำ เราพอได้คำอภิบายว่า ความจำเกิดขึ้นได้อย่างไร? ตรงไหน? ของสมอง กล่าวคือการสแกนสมองเราจะพบว่า เมื่อการรับรู้ (ตา,หู,ฯลฯ) ส่งสัญญาณไปยังสมอง ในสมองก็เต็มไปด้วยเซลประสาทซึ่งที่ปลายของเซลประสาทที่เรียกว่า synapse ซึ่งมีช่องว่างๆที่จะเชื่อมกับเซลล์ประสาทอื่นๆ สัญญานไฟฟ้าที่ได้จากการรับรู้จะกระโดดข้ามช่วงว่างๆระหว่างเซลล์ประสาทที่ว่านี้

  ทีนี้เจ้า synapse ก็จะแสดงปฏิกริยา โดยส่ง "เด็กส่งเอกสาร" ที่ถูกแปลงจากไฟฟ้าเป็นเคมีที่เรียกว่า neurotransmitters กระจายออกไป  เจ้า neurotransmitters นี้ก็จะไปจับกลุ่มเซลประสาทที่ใกล้ๆกันเข้าไว้ด้วยกัน ประเด็นก็คือ มี synapse ในสมองเราไม่มากไม่มายแต่ 100 พันพันล้าน (Trillion-US system) เท่านั้นขณะที่ และเมื่อส่งสัญญานแต่ละครั้งเซลหนึ่งก็จะเชื่อมลิงค์ที่ว่านี้ออกไปได้อีกเป็นพันๆเซลล์

 
 
(Synapse กำลังส่งเจ้า Neurotransmitters ไปยังปลายเซลล์ประสาทอีกด้าน)
 
 
       ประเด็นก็คือ เมื่อใดที่มีการส่งสัญญาณซ้ำๆ synapse และการเชื่อมต่อระหว่าง 2 เซลล์นั้นก็จะแข็งแรงขึ้น การยิงสัญญาณจาก synapse ไปยังพื้นที่รับสัญญาณหนึ่งๆ (dendrites) ก็จะง่ายขึ้น อันนี้กระมังที่เราเรียกว่า "จำ" จนกระทั่งเราทำ (จำ) บางอย่างได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยเหมือนไม่ต้องจำอะไร  แต่ในทางกลับกันสำหรับบางเรื่องที่เราไม่ค่อยได้ทำซ้ำ การเชื่อมต่อก็จะน้อยและค่อยๆคลายตัวลง จนทำให้เรา "ลืม" เป็นต้น (ดูรายละเอียดแบบแจงถี่ยิบได้ในเว็บนี้เลย howstuffwork)

     แต่เรื่องมันมายุ่งตอนที่เราจำได้เป็น "เรื่อง" ลองไล่ลำดับดูเล่นๆ แสงเข้ามากระแทกตา สัญญานจากตาส่งไปที่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเห็น สมองรู้ว่าเห็น ทีนี้มีความต่างระหว่าง "มอง" กับ "เห็น" เปรียบเทียบกันการแสดงผลหน้าจอมือถือคือภาพที่เห็นนั้นจริงๆจะเป็นจุดๆหรือเม็ด pixels ซึ่งอาจเห็นได้รายละเอียดชัดแจ๋วได้ระดับ FULL HD อันนี้ไม่ใช่ประเด็น

     เม็ดแสง, เม็ด Pixels, ภาพ แต่อะไรที่ทำให้เรา "มอง" ภาพชุดของเม็ด Pixels กลุ่มหนึ่งแล้ว "เห็น"ภาพหมูไม่ใช่ภาพหมา? เห็นภาพกา ไม่ใช่ภาพไก่? ลำพังเฉพาะคำอภิบายเรื่องเม็ดแสง เม็ด Pixels ความบ่อยถี่ของสัญญาณเชื่อมต่อ มันพอที่จะบอกเราได้ว่า เรากำลัวเห็นภาพหมาเป็น "หมา" เห็นภาพแมวเป็น "แมว" หรือยัง? หรือว่าสัญญาณที่หน่อประสาทที่เชื่อมตอนเห็นหมา ต่างออกไปจากตอนเห็นแมว? นั่นเพราะตอนที่เรามองแล้วเห็นมันมีอะไรที่มากกว่า "ภาพ" เฉยๆ

    และอะไรที่ว่านั้นก็นามธรรมสุดๆคือ รู้ว่าภาพนั่นคืออะไร ไม่ใช่ภาพอะไร สวย ไม่สวย อาร์ท ไม่อาร์ท ชอบ ไม่ชอบ อยากเห็นนานๆ อยากเบือนหน้าหน้า มากันเป็นชุด หรือในทางกลับกันมันก็เหมือนกับที่เราไม่เคยเห็นภาพใน photobook ของกิ๊บซี่ว่าเป็นแค่เม็ดสีเม็ดเล็กๆนับเป็นพันๆหมื่นๆเม็ดที่ถูกนำมาป้ายไว้บนกระดาษ ฉันใดก็ฉันนั้น (ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าจริงๆมันก็เป็นแค่นั้น)

 
 
 
 
     อันนี้เองที่ทำให้การทำความเข้าใจเรื่อง จิต มนุษย์ยังเป็นเรื่องลึกลับ และชวนฉงนอยู่ในทุกวันนี้ อุปมาเหมือนเอเลี่ยนที่เรียกตัวเองว่า แซลลี่ ไม่เข้าใจสิ่งที่ แจ๊ค ฮาเปอร์ ทำในตอนท้ายเรื่อง Oblivion

   ความทรงจำ ต่อให้มันขาดๆเกินๆ กระท่อนกระแท่น เหมือนท่องตำราสอบแอดมิดชั่น มันก็สร้างสะตอรี่ให้เราเป็นเรา จะจริงหรือจะหลอก ไม่มีมันเราจะรู้หรือเปล่าว่าเราเป็นใคร? กำลังทำอะไร อยู่ทำไม? แต่บางทีเราก็วุ่นอยู่กับการทำอะไร จนลืมไปว่าของพวกนี้มันก็สัมมะคันเหมือนกัน ที่แน่ๆสมองเราคงไม่ได้มีเอาไว้แค่จำ

   การจำหรือลืมของสมองนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างตายตัว แม้ประสบการณ์เดิมๆจะทำให้ synapse และพื้นที่รับสัญญาณเดิมๆแข็งแรงขึ้น แต่ทุกครั้งที่เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ สมองก็พร้อมที่จะเปลี่ยนการเชื่อมโยง (rewire) อยู่เสมอ นี่คือความยืดหยุ่นของกระบวนการในสมองหรือที่เรียกกันว่า plasticity ของสมองที่เปิดรับต่อทุกการเปลี่ยนแปลงที่เราจะเชื่อมโยงมันใหม่ให้ดีหรือเลวก็สุดแล้วแต่

   ความหยุ่นตัวได้นี่เอง ที่ทำให้สิ่งที่เราน่าจะจดจำในช่วงเวลาสั้นๆบนโลกใบนี้ก็คงเป็นอะไรที่มากไปกว่า สูตรคูณ สารพัดวิธีคิดลัด หรือ ชุดคำตอบของข้อสอบแอดมิดชั่น แม้จะจำเป็นและฝืนใจจำแบบนั้นบ้างในบางช่วงของชีวิตก็ตาม
 
     ใน Oblivion พูดถึงอีกหนึ่งปริศนาของความจำคือ ความทรงจำแน่นอนว่าต้องมีที่เก็บ

     แล้วที่นั้นคือ?

     ในสมอง?

     หรือที่อื่น?

  แม้ตัวหนังจะไม่บอกชัดๆว่าความทรงจำถูกเก็บอยู่ทีี่ไหน แต่ดูไปก็เหมือนจะบอกว่าความทรงจำนั้นคล้ายๆระบบฐานข้อมูลแบบ Cloud คือเหมือนมี "พื้นที่กลาง" ของความจำ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่จิตร่วม (collective consciousness) ของเรา หรืออยู่ที่ระบบโลก(อย่าทำเป็นเล่นไป มีนักวิทยาศาสตร์บางคนบอกว่าโลกมีชีวิต1)แต่ดูเห็นสมมุติฐานที่ชัดเจนของหนังคือไม่ได้เก็บไว้ในสมอง
 
 
 
 
        Oblivion อาจให้ท้องเรื่องที่แปลกน่าสนใจ (แม้จะละม้ายคล้ายหนังเล็กๆเรื่อง MOON ปี 2009 กำกับและเขียนบทโดย Duncan Jones) แต่สำหรับผู้คนในโลกทัศน์ก่อนยุคสมัยใหม่ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะมาในแบบของการระลึกความทรงจำแบบข้ามภพชาติ ซึ่งแสดงว่า จิต (ซึ่งยังไม่ใช่ผลรวมของระบบสมอง) ต้องโยงใยกับพื้นที่อื่นๆที่ในชีวิตที่มากไปกว่าโลกแบบส่วนตัวของเราแต่ละคน

     ความจำของแจ๊ค ฮาเปอร์ ที่เชื่อมต่อไปสู่อีกความทรงจำ  แม้สุดท้ายในความทรงจำชุดเดียวกันที่ล่องลอยอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เขาจะค้นพบตัวตนที่ไม่ใข่ตัวเอง  ซึ่งบางทีการพบว่าเราไม่ใช่ใครในด้านกลับมันก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเราเป็นใครได้เหมือนกัน สถานที่ของความทรงจำจะอยู่ที่ไหน วันหนึ่งถ้ามนุษย์ไม่หยุดค้นหา เราก็คงได้คำตอบ
แต่ณ.ตอนนี้ ในบาง "ที่" ของความทรงจำ

      อาจมีภาพใบหน้าของเธอคนแรกที่ทำให้เราร้องไห้

      อาจมีภาพเขาคนนั้นที่เคยทำให้เรายิ้ม หัวเราะ

      อาจมีภาพเก่าของเพื่อน

      อาจมีภาพของคนที่เรารักที่ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว

      อิริค แคลปตัน ร้องเพลงให้ลูกชายที่ลาลับ
 
"ลูกจะรู้จักพ่อไหม ถ้าหากเราได้พบกันบนสวรรค์ ลูกจะเป็นเหมือนเดิมไหม ถ้าพ่อได้เห็นลูกบนสวรรค์"
 
      ความจำอยู่ที่ไหนก็คงไม่เท่ากับอะไรที่ควรค่าให้อยู่ในความทรงจำของเรา

 
 
By  B E A R E B E L
 
 
 
 
 
1 - James Lovelock เจ้าของทฤษฏี Gaia เชื่อว่า โลก(earth) เป็นระบบองคาพยพ (organism) ประเภทหนึ่ง ส่วน J. Benveniste นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและ Masaru Emoto ชาวญี่ปุ่นไปไกลว่านั้นคือพยายามพิสูจน์ว่า น้ำ(water) ก็มีความทรงจำ

 
 

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (200.249.172.50|148.251.91.38, 200.249.172.50) on 2014-05-22 08:40