There's Something About Memory Part 1

posted on 13 Apr 2013 15:11 by philosophia in MOVIE directory Knowledge, Idea
 
 

There's Something About Memory Part 1

ว่าด้วย ความจำ ตัวกู และหนังบางเรื่อง


 

    เคยนึกสงสัยมั้ยว่า อะไรที่ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นเรา เรื่องของเรื่องคืออย่างนี้ วันดีคืนดีนึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ไปเอาสมุดภาพเก่าๆสมัยเบบี๋ เรียนอนุบาล ประถม ม.ต้น ม.ปลาย จนถึงเข้ามาเป็นเด็กมหาลัย ดูๆไปก็เพลินดี นึกถึงเรื่องเก่าๆโน่นนี่นั่น จู่ๆมันก็เกิดชะแวบเข้ามาในความคิดรูปเราสมัยโน้นๆๆๆๆไล่เรียงมาจนถึงสมัยนี้ นั่นไม่ต้องนับถึงสมัยอนาคต ...มันไม่เหมือนกันเลยแฮะ?

     คือจะว่าไม่เหมือนแบบเป็นคนละคนก็คงไม่ใช่ คือแต่ละรูปแต่ละช่วงมันก็มีอะไรละม้ายคล้ายๆกันอยู่บ้าง แต่อย่างไรมันก็ไม่ใช่รูปเดียวกันอย่างที่เหมือนกันเด๊ะ (ก็ใช่สิ ขืนมันเหมือนกัน คนเราก็ไม่ต้องโตไม่ต้องมีเกิดแก่เจ็บตายกันพอดีว่ามั้ย)รูปที่ไม่เหมือน ตอนเด็ก ตอนวัยรุ่น ตอนโต ตอนแก่ เอาแค่คล้ายๆ แต่ทำมั้ยเรารู้ได้ว่านี่คือคนคนเดียวกันคือ ตัวของเราเอง

      ถึงตรงนี้อาจมีคนถามแทรกเข้ามา
  "อ้าว! ก็ตัวแกเอง ดันเจือกไม่รู้ว่าเป็นตัวเอง แล้วแกจะเป็นใคร บ้ารึเปล่า!"
  "คืองี้พี่ คือกรูไม่ได้สงสัยว่า นั่นไม่ใช่กรูเอง ก็ตัวกรูเองนั่นแหละ แต่กู "รู้" ได้ไงว่านั่นคือกู ไม่ใช่แก เฮ้ย! ไม่ใช่คุณพี่"

   เรื่องนี้คือเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดในหลายๆเรื่อง เรารู้ว่านั่นคือตัวเราแน่ ไม่มีข้อสงสัยแต่"อะไร"ที่ทำให้เรารู้ได้แบบนั้น? ตั้งแต่เด็กจนแก่ กายภาพ รูปร่าง ความสวยหล่อเท่ มันเปลี่ยนแปลงไปตลอด แต่ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนั้นมันต้องมี

1) อะไรบางอย่างที่ไม่เปลี่ยน
2) มีอะไรบางอย่างที่ร้อยเรียงเอาความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเข้าไว้เป็นสายเดียวกัน สายที่เราเรียกว่าชีวิตในปัจจุบันชาติ

    อย่างแรกเราเรียกว่า "ตัวกู-ของกู" (แต่บางทีมันก็ไม่เป็นของกูได้เหมือนกันนะ) อันนี้ตามพุทธว่าไม่มีอยู่จริงแต่ถ้าเอาตามพราหมณ์1หรือตามนักคิดฝรั่งส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่ามีอยู่จริง2แถมนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพยายามเจาะกระโหลก ผ่าสมองหากันให้ควัก

     ส่วนอย่างที่สอง เราเรียกว่า "ความทรงจำ" ซึ่งประเด็นก็คือ แม้อย่างแรกจะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ไม่รู้ล่ะ แต่เมื่อไหร่ที่ไม่มีอย่างหลัง พูดง่ายๆคือ มีแต่ "ตัวตน" แต่ดันไม่มี"ความทรงจำ" มันก็เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ดี ก็เหมือนหนังเรื่อง memento หรือ ghajini ที่พระเอกเป็นผิดปรกติเหลืออะไรให้จำได้แค่ 10-15นาที แล้วก็ลืม อันนี้ก็ทำให้อยู่แทบไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว ต้องดิ้นรนเอาความจำขาดๆแหว่งๆมาแปะเข้ากันดุจภาพศิลปะคอลลาจ สร้างความอาร์ตให้กับชีวิตจนสุดท้ายก็ไม่รู้ว่านั่นคือ ชีวิตของมันจริงๆหรือชีวิตที่มันสร้างขึ้นมาใหม่ให้ตัวมันเองกันแน่ แต่ไม่รู้นะ มองแบบคิดบวกเป็นแบบนี้ก็อาจจะดี เป็นหนี้ใครก็ง่ายแก่การชักดาบยิ่ง เพราะผ่านไปชั่วครู่ยามก็ลืมเจ้าหนี้แล้ว "พี่เป็นใครครับผมไปยืมเงินพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่มั่วหรือเปล่าครับ" รับรองพูดยังไม่ทันจบเป็นได้ลิ้มรสยำบาทาของเจ้าหนี้แน่

     ด้วยเหตุนี้ ความจำ กับ ตัวกู จึงแยกกันไม่ค่อยออกเรื่องของใคร ชีวิตของใคร ก็เป็นคนนั้นนั่นแหละที่ต้องจำจะไปฝากให้คนอื่นช่วยจำคงจะไม่ได้ แถมชีวิตก็ไม่ใช่ข้อมูลในฮาร์ดดิสต์ที่ก็อบ-วาง ดูดเข้าดูดออกกันได้ง่ายๆ แถมพอใกล้เต็มก็ย้ายไปฝากไว้ที่ฮาร์ดดิสต์ก้อนอื่นไว้ก่อน [แต่ก็มี นักประสาทวิทยา และ นักปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) เชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น] นั่นไม่นับว่าบางเรื่องไม่เห็นอยากจะจำ แต่ดันเจือกไม่ลืมซะงั้น


 

 (โปรดติดตามตอนต่อไป)


 

1 : จะว่าไปแล้ว พราหมณ์ก็ไม่ถือว่า "ตัวกู-ของกู" หรือ "อัตตา" ของเราๆท่านๆนั้นเป็นจริง แต่แทนที่จะบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีเลยแบบพุทธ พราหมณ์มองว่าอัตตาที่ไม่จริงนั้นเป็นคล้ายๆ "เงา" ของ อัตตาที่สูงส่งและยิ่งใหญ่กว่า หรือที่เรียกกันว่า "อาตมัน" (ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ Mode ของพระผู้เป็นเจ้า) ดังนั้นพราหมณ์จึงสอนให้ละวางอัตตาเพื่อเข้าๆเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมัน (ดังตัวอย่างใน ภควัคคีตา)

2 : ความคิดว่าตัวตนของเราเป็นสิ่งแน่นอนและชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย มาจากนักปรัชญาฝรั่ง Descartes กับวลีสุดฮิตในประวัติปรัชญาฝรั่งคือ "I thinks, I exists" [กูคิด (ก็แสดงว่า) กูมีอยู่(จริง)] ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนรากฐานความคิดของฝรั่งเป็นจุดเริ่มของปรัชญา (หรือความคิด)สมัยใหม่(อันมี "ตัวกู" เป็นศูนย์กลางจักรวาล) อย่างไรก็ตามความคิดนี้ก็ถูกวิพากษ์มาโดยตลอด อาทิเช่น Hume มองว่าอัตตาตัวตนของเราเกิดจากการเอาหลายๆมโนทัศน์ที่เรารับรู้ผ่านประสบการณ์มาเชื่อมต่อกันเอง (Association of Ideas) จนเรา"จินตนาการ" เป็นตัวตนของเราขึ้นมา โดยที่เราเองไม่เคยมีการรับรู้ เห็น สัมผัส ฯลฯ ตัวตนของเราโดยประสบการณ์เลย(ซึ่งก็มีคนมองว่าความคิดของ Hume คล้องมาทางเดียวกับความคิดของพระพุทธเจ้า)


 

By ไอ ตะ ระ เดีย


 

Comment

Comment:

Tweet