หนังของ "ฮายาโอะ มิยาซากิ" เรื่องแรกที่ผมได้ดูในโรงหนังเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเขา มิยาซากิเองเคยพูดเอาไว้ว่า "หนังของผมสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ให้ดูในโรง" ซึ่งมันก็คงจะจริงเพราะแทบทุกเรื่องจะเห็นท้องฟ้า เป็นฉากหลังอย่างอลังการและงดงาม และท่ามกลางความอลังการที่ว่านั้นก็มีอะไรสักอย่าง ส่วนมากจะเป็นเครื่องบินในจินตนาการ ลำกะจิ๊ดหนึ่งล่องลอยอยู่ ฉากแบบนี้ดูใน DVD มันยังงามเลย นั่นไม่ต้องพูดว่าถ้าได้เห็นในโรงมันจะขนาดไหน...
 
 

 
     แล้วก็เป็นไปตามนั้น ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นการประกาศ "ล้างมือจากอ่างทองคำ" ของมิยาซากิจริงๆ ซึ่งมันก็คงจะจริงๆเพราะใครที่รู้ว่ามิยาซากิสร้างหนังแต่ละเรื่องอย่างไร ก็คงรู้ว่าอายุอานามขนาดเขาคงไม่พอจะทุ่มพลังแบบนั้นได้อีกแล้ว นี่ก็คือการล้างมือจากอ่างทองคำที่งดงาม เกริกเกียรติ และควรค่าแก่การคารวะ 3 จอก สำหรับผมการดูหนังเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่ความบันเทิง หรือติดตามงานศิลปินที่โปรดปราน แต่เป็นการร่วมโค้งคารวะแก่ปรมาจารย์แห่งโลกภาพยนตร์ (cinema) ไปกลายๆ (ย้ำนะครับว่าไม่ใช่แค่โลกแห่ง animation หรือ anime แต่เป็นภาพยนตร์ในทุกๆความหมาย) ถ้าเปรียบเป็นวรรณกรรม The Wind Rises ก็คือ magical realism ที่ใช้ศิลปะภาพเคลื่อนไหวเป็นสื่อ หลอมละลายภาพมายากับความเป็นจริงอย่างกลมกลืนและไร้รอยตะเข็บ

      ควรรู้! นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ตัวละครหลักของมิยาซากิมีตัวตนเป็นคนจริง จริงๆแค่คิดว่าหนังจะออกมาอย่างไรก็ยากแล้ว เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นวิศวกรที่ออกแบบเครื่องบินรบ "ซีโร่" อันลือลั่นของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ประเด็นประวัติศาสตร์ ชาตินิยม บาดแผลสงคราม ความเป็นญี่ปุ่น ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงเมื่อหนังถูกฉายไปแล้ว แต่มิยาซากิก็คือมิยาซากิ เขาทำหนังตามเสียงในใจของตัวเอง เขาเลือกเล่าเรื่องชีวิตของชายคนหนึ่งที่ออกแบบเครื่องจักรสังหารอันทรง ประสิทธิภาพที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์การบินของมนุษยชาติจากคำพูดสั้นๆ ของชายคนนั้นเองว่า "ที่ผมอยากทำก็คือสร้างบางอย่างที่สวยงามขึ้นมา"

 
 

     นอกจากตัวละครหลักที่มีตัวจริง เกือบทั้งหมดของหนังคือเรื่องแต่งที่เล่าเรื่องอย่างเรียบๆ ค่อนข้างเนิบนาบ (หรือน่าเบื่อถ้าเทียบกับหนังในธรรมเนียมฮอลลีวู้ด) ไม่บีบอารมณ์ ไม่มีหักมุม ไม่มี "ดราม่า" แต่สิ่งที่ได้คืนมาคือความละเมียดละมัย และการผสมผสานของภาพและเสียงที่บอกเล่าเรื่องราวดุจอ่านบทกวี ดูแล้วรู้สึก "ซ่านในความธรรมดา" หรือก็คือ sensual of ordinariness นั่นคือ "รสชาติ" ที่ติดอยู่กับความเป็นมิยาซากิไม่เปลี่ยนแปลง คำว่า "sensual" ไม่ใช่ผมคิดเองแต่เป็น "ไอซาโอะ ทาคาฮาตะ" ผู้กำกับและสหายผู้ร่วมก่อตั้งจิบลิเป็นผู้ให้นิยามไว้เมื่อมีคนถามว่าให้ พูดถึงหนังของมิยาซากิสั้นๆ
 
     ท่วงทำนองดนตรีของ "โจ ฮิไซซิ" ยังเป็นไปตามมาตราฐาน แม้ฟังในอัลบั้มจะได้อรรถรสกว่าในหนัง เมืองไทยหนังถ้าถูกโปรโมทในอารมณ์โลกสวยประมาณ "ตามฝัน" ก็น่าเสียดาย ไม่นับว่าจะน่าเศร้ามากถ้าหนังของมิยาซากิเกือบทั้งหมดถูกดูกันในโหมด "นิ้วกลม"
 
     แค่ประโยคแรกของหนัง "ก็ลมมันแรง...ชีวิตจึงต้องยืนต้านลม" 'The wind rises, we must try to live' สำหรับผมมีความต่างที่เยอะมากระหว่าง "หนังโลกสวย" กับ "หนังที่บอกว่าในโลกที่เฮงซวย...ก็ยังมีความงดงามอยู่"
 
 
 
 
Goodbye The GOD of Anime
 
 
 
B y  B E A R E B E L